
วังวนความรุนแรงกับการปฏิรูปการศึกษา
วังวนความรุนแรงกับการปฏิรูปการศึกษา : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 22 มี.ค. 2556
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้แถลงถึงผลการวิจัยและข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อสร้างความรับผิดชอบ ระหว่างร่วมงานเสวนาสาธารณะทีดีอาร์ไอเมื่อเร็วๆ นี้ชี้ชัดว่าสาเหตุความล้มเหลวของระบบการศึกษาของไทย ซึ่งมีแต่ทำให้นักเรียนยิ่งเรียนยิ่งโง่นั้น ไม่ใช่เพราะไม่มีงบประมาณที่เพียงพอ เนื่องจากตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ไม่น้อยหน้ากว่าประเทศอื่นในทวีปเอเชีย หรือไม่ใช่เพราะเงินเดือนครูต่ำเกินไปดังที่อ้างมาตลอด แต่เป็นปัญหาการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งตำรา หลักสูตร และวิธีการสอนของไทยนั้นแสนล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับทักษะการเรียนรู้ในทศวรรษที่ 21 ที่สำคัญรากลึกของความล้มเหลวทั้งมวลมาจากการขาดความรับผิดชอบ ของระบบการศึกษาตลอดทุกขั้นตอน ผสมผสานกับความเหลื่อมล้ำของคุณภาพการศึกษาในระดับสูง และระบบการเรียนการสอนไม่เหมาะกับบริบทของศตวรรษที่ 21
ผลการศึกษาของทีดีอาร์ไอชิ้นนี้เท่ากับช่วยตอบโจทย์ที่กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามหลบเลี่ยงไม่ยอมตอบคำถามมาตลอด หรือใช้วิธีเบนปัญหาแทน เห็นได้ชัดจากช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการทำตัววุ่นอยู่กับการแก้ไขกฎกระทรวง เพื่อผ่อนคลายกฎระเบียบการแต่งกายของเด็กนักเรียนโดยเฉพาะเรื่องการไว้ผม โดยเพิ่งจะไฟเขียวให้นักเรียนชายไว้ผมรองทรงได้ เช่นเดียวกับนักเรียนหญิงที่สามารถเลือกไว้ผมยาวได้ เพียงแต่ต้องรวบให้เรียบร้อย หรือสาละวนกับการเตรียมการจะลดเวลาเรียนของนักเรียนลง อ้างว่าเวลาเรียนของนักเรียนไทยเกินมาตรฐานที่องค์การยูเนสโกกำหนดไว้ว่าชั่วโมงเรียนของนักเรียนทั่วโลกไม่ควรเกินปีละ 800 ชั่วโมง เทียบกับเด็กนักเรียนระดับประถมของไทยที่ต้องเรียนประมาณปีละ 1,000 ชั่วโมง หรือถ้าเป็นนักเรียนมัธยม ชั่วโมงเรียนจะเพิ่มขึ้นเป็นถึงปีละ 1,200 ชั่วโมง
แต่กระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ได้ให้หลักประกันใดๆ ว่าหากลดเวลาเรียนแล้วผลการเรียนของเด็กไทยที่ตกต่ำกว่ามาตรฐานอยู่แล้วจะดีขึ้นหรือแย่ลงไปอีก หรือไม่สนใจจะตอบโจทย์แนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียน รวมทั้งพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กนักเรียนที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องการใช้กำลังหรือใช้อาวุธมาเป็นเครื่องมือตัดสินปัญหาความขัดแย้งส่วนตัวหรือระหว่างสถาบันเท่านั้น หากยังคลุมไปถึงอายุของเด็กนักเรียนที่ก่อความรุนแรงซึ่งน้อยลงไปทุกขณะ จากที่เคยเกิดขึ้นในระดับอาชีวะ ลดลงมาถึงระดับมัธยมปลาย มัธยมต้น ล่าสุดเป็นระดับประถมต้นกับเด็กอนุบาล ไม่นับรวมไปถึงความรุนแรงรูปแบบอื่น อาทิ การตั้งเป็นแก๊งรีดไถเด็กนักเรียนที่อ่อนวัยกว่า หรือตั้งตนเป็นมาเฟียขาสั้นหรือเป็นแม่เล้าวัยโจ๋ ชักชวนเพื่อนนักเรียนหญิงให้ค้าบริการทางเพศ การหลบเลี่ยงไม่ยอมตอบโจทย์วังวนความรุนแรงเหล่านี้ให้ตรงจุด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตระหนักดีว่าเป็นปัญหาที่หมักหมมมานาน ซึ่งต้องใช้เวลานานในการแก้ไขอย่างจริงจังและจริงใจ ในทางการเมืองแล้วถือว่าได้ไม่คุ้มเสีย



