คอลัมนิสต์

ความสุขแบบไทย

ความสุขแบบไทย

20 มี.ค. 2556

ความสุขแบบไทย : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 20 มี.ค. 2556

               กรมสุขภาพจิต แถลงข่าวเรื่อง "ความสุขคนไทย เราจะทำอะไรกันได้บ้าง" ซึ่งองค์การสหประชาชาติ ประกาศให้วันที่ 20 มีนาคมของทุกปีเป็นวันความสุขสากล จากการสำรวจความสุขใน 156 ประเทศทั่วโลกในปี 2555 พบว่าประเทศไทยมีความสุขอยู่ในลำดับที่ 52 ของโลก ในอาเซียนเราอยู่อันดับ 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ส่วนความอารมณ์ดีอยู่ในลำดับที่ 8 ของโลก ผลสำรวจดังกล่าวไม่ได้เน้นความร่ำรวยเพียงอย่างเดียว ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆ ประกอบทำให้เกิดความสุขเช่น เสรีภาพทางการเมือง, ความเข้มแข็งของเครือข่ายสังคม, การไม่มีคอร์รัปชั่น สำหรับความสุขในระดับบุคคล การมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีความมั่นคงในอาชีพการงานและครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญของการมีความสุข ส่วนจังหวัดที่คนมีความสุขอันดับ 1 คือ นครพนม อันดับต่ำสุดคือ จ.สมุทรสาคร ในขณะที่กรุงเทพ อยู่ที่ 65

               ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า จากการสำรวจความสุขของคนไทยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มระดับความสุขเพิ่มขึ้นช้าๆ และต่อเนื่อง จากคะแนนเต็ม 45 คะแนน ในปี 2551 มี 31.8 คะแนน, ปี 2552 ได้ 33 คะแนน, ปี 2553 ได้ 33.3 คะแนน, ปี 2554 ได้ 32 คะแนน สำหรับปี 2555 พบว่าคะแนนความสุขของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 33.59 คะแนน ถ้าดูจากตัวเลขดังกล่าว จะเห็นว่าหลังจากช่วงวิกฤติทางการเมืองคนไทยจะมีความสุขขึ้นตามลำดับ อาจตีความได้ว่าถ้าบ้านเมืองไม่มีเหตุเภทภัย รัฐบาลบริหารประเทศราบรื่น ไม่มีเงื่อนไขให้เกิดการชุมนุมทางการเมืองหรือปัญหาที่ทำให้รัฐบาลซวนเซไม่มั่นคง ตัวเลขก็จะเพิ่มขึ้นส่งผลต่อสุขภาพจิตของคนไทยโดยรวม

               ถ้าดูจากตัวเลขความสุขของคนไทย มีหลายปัจจัยที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่โดยตรง หลักๆ คงหนีไม่พ้นความวุ่นวายจากการชุมนุม ปีที่ผ่านมาแม้จะมีปัญหาทางการเมืองไม่ว่าการผลักดัน พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดอง, พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่ถึงกับสร้างความวุ่นวาย ประชาชนลงมาเดินประท้วงตามท้องถนน ขณะเดียวกันการลุ้นไม่ให้เกิดอุทกภัยใหญ่ก็ผ่านพ้นไปได้เรียกว่าคนไทยโล่งอกกับภัยธรรมชาติเลยก็ว่าได้ ทำให้ชีวิตกลับมาปกติสุขทำมาหากินโดยไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ ถึงจะไม่ดีนัก และนี่เองคือเหตุผลหนึ่งที่สังคมดูจะสงบมากขึ้น

               แต่จากนี้ไปความสุขของคนไทยอาจไม่เหมือนเดิม เพราะปัจจัยสำคัญนอกเหนือจากการแก้ไขกฎหมายแล้วยังมีประเด็นร้อนๆ จากเรื่องเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อปรับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ที่ผลสำรวจของกรุงเทพโพลล์จากความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์จำนวนกว่า 30 คนจากหลากหลายสถาบันมองว่า การกู้เงินดังกล่าวเป็นเรื่องจำเป็นแต่ยังห่วงเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น, เกิดหนี้สาธารณะสูงจนนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจหรือฟองสบู่แตก ซึ่งเป็นไปในทิศทางและสอดรับกับผลวิเคราะห์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่เห็นว่าการเมืองมีแนวโน้มยกระดับความขัดแย้งรุนแรงขึ้นจากความเห็นต่าง ซึ่งผลดังกล่าวหากรัฐบาลยังมุ่งเดินหน้าตามเป้าหมายทางการเมืองมากกว่าสร้างความกินดีอยู่ดีแล้วล่ะก็ ดัชนีความสุขก็จะปั่นป่วนไปตามสถานการณ์ทางการเมือง แล้วประชาชนต้องการความสุขแบบไหน