คอลัมนิสต์

ความสับสนวุ่นวายสู่นิรโทษกรรม

ความสับสนวุ่นวายสู่นิรโทษกรรม

19 มี.ค. 2556

ความสับสนวุ่นวายสู่นิรโทษกรรม : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

           ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่พรรคเพื่อไทยจะปฏิเสธว่า การลาออกของนายเกษม นิมมลรัตน์ อดีตส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ไม่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ตระกูลชินวัตร แม้ว่า สุดท้ายแล้ว นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หรือ "เจ๊แดง" น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมแทนตำแหน่งที่ว่างก็ตาม

           แต่ในทางการเมืองแล้ว น่าสนใจไม่น้อยว่า หาก "เจ๊แดง" ซึ่งก่อนหน้านี้วิจารณ์กันหนาหูว่า เป็น 1 ใน 4 คนสำคัญที่อยู่รอบข้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เป็น "ผู้แทนราษฎร" จริง จะถูกจำกัดบทบาทไว้แค่ ส.ส.เท่านั้นหรือ

           ก่อนหน้าที่ นายเกษม จะลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.และก่อนที่จะมีข่าวเจ๊แดงจะลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็มีข่าวการปรับ ครม.ยิ่งลักษณ์ มาร่วม 2 สัปดาห์แล้ว

           ลือกันให้แซดเสียด้วยซ้ำไปว่า หนนี้ "ปรับใหญ่มาก" อาจจะยาวไปถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

           ตอนแรกฟังดูแล้วก็ได้แต่ฟังเท่านั้น เพราะข่าวก็คือข่าว ตราบใดที่ความจริงยังมาไม่ถึง

           แต่พอไปจับ "อาการ" ของคนโตย่านคลองหลอด ก็พอจะรับรู้ได้ว่า "ความจริง" กำลังจะมาถึง

           การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น !

           อาศัยความสับสนวุ่นวายช่วงเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ ทั้งเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เรื่องคดีเสื้อแดง เสื้อเหลือง

           แถมวันเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงใหม่ก็ยังกำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 21 เมษายนนี้ อีกด้วย

           นอกจากนี้ยังมีเทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนทั่วประเทศกำลังจะเฉลิมฉลองกันอยู่ด้วย

           คงจะสับสนวุ่นวายกันน่าดู เพราะก่อนวันเลือกตั้งก็ต้องมีวันสมัครรับเลือกตั้งและวันเลือกตั้งล่วงหน้า ที่จะต้องเลี่ยงวันเทศกาลประจำปี หากเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องให้กระทบน้อยที่สุด

           แต่เจ้าทฤษฎีความสับสนวุ่นวายบอกว่า ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายนี่แหละอาจเป็นจังหวะที่ดีที่สุด !

           ให้ดีไปกว่านั้นก็คือ ปั่นป่วนให้มันถึงที่สุด ขนาดมีข่าวลือว่า จะเปลี่ยนตัวประธานรัฐสภา จาก สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นคนอื่น โทษฐานที่ไม่สนอง แถมยังปูดข่าวจนเสียเรื่องไปหลายหนกันเลยทีเดียว

           แต่ที่น่าจะสอดคล้องมีเหตุมีผลให้ "เจ๊แดง" ผงาดขึ้นก็มาก็น่าจะเป็นเรื่องที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ถูกสอบถึง 2 คดีด้วยกัน คือ เรื่องการชี้แจงบัญชีทรัพย์สิน และเรื่องโครงการจำนำข้าว

           ถึงแม้ วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.จะออกมายืนยันการันตีให้แล้วว่า เรื่อง โครงการจำนำข้าวนั้น ต้องสอบให้ชัดก่อนว่า บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ผิดจริง แล้วถึงจะสอบเลยไปหานายกฯ ยิ่งลักษณ์..แต่เรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะทำให้กระแสข่าวว่า นายกฯ จะโดนลงดาบจางหายไป

           วงในเพื่อไทยประเมินกันแล้วว่า ที่น่าหวาดเสียวที่สุดคือ เรื่องชี้แจงบัญชีทรัพย์สินของนายกฯ ยิ่งลักษณ์

           หากโดนเมื่อไหร่ กฎหมายระบุชัดเลยว่า ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ทันที

           ดังนั้นก่อนที่ดาบจะถูกฟาดฟันลงมาก็จำเป็นต้องทำอะไรบางอย่างให้เสร็จสรรพเรียบร้อย

           นิรโทษกรรม !

           แน่นอนว่า เรื่องนี้ยังคงอยู่ในสิ่งที่จำเป็นต้องทำในลำดับแรกๆ ที่ไม่ว่าใครอยากจะอยู่ หรืออยากจะขึ้น อยากจะเติบโต จะต้องจัดลำดับเรื่องนี้ไว้ต้นๆ ว่าต้องทำสิ่งนี้ เพียงแต่ว่า ที่ผ่านมามักจะถูกต่อต้านขัดขวางจากหลายทิศหลายทาง

           แต่ในยามที่ความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้นจนยากจะหาโฟกัส หรือจับทิศทางทางการเมืองได้ เพราะหลายเรื่องปนเปไปหมด ก็เป็นไปได้ว่า มารู้ตัวอีกที พ.ร.ก.นิรโทษกรรม อาจออกมาเฉิดฉาย มีผลบังคับใช้แล้ว

           แม้จะถูกต่อต้านคัดค้านในภายหลังก็จะทำไงได้ ในเมื่อกฎหมายออกมาบังคับใช้แล้ว

           ประเมินกันแล้วด้วยว่า คนที่คัดค้านนั้น เป็นใครบ้าง ซึ่งก็ไม่ใช่คนหน้าใหม่อะไร

           นอกจากฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็เห็นจะมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่แม้ภายหลังจะกลับมาจับมือกับ กลุ่ม 13 สยามไทย กลุ่ม เสธ.อ้าย น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่แม้จะมีสื่ออยู่ในมือ แต่ก็คงไม่อาจต้านได้ ในเมื่อกฎหมายออกมาบังคับใช้แล้ว

           แต่ก็น่าเชื่อว่า แรงกดดันจะมากขึ้นเรื่อยๆ จนน่าเชื่อว่า สุดท้ายจะต้องทำให้ตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง

           เวลาคร่าวๆ ที่จะต้องยืนให้ได้ก็คือ ยาวไปจนถึงวันเลือกตั้งซ่อมที่ จ.เชียงใหม่ เสร็จ และมีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว

           กระแสข่าวที่ว่า "เจ๊แดง" มาเป็นนายกฯ สำรอง แทนน้องสาวหรือไม่ ก็ไปพิสูจน์กันในวันนั้น

           อย่างไรก็ดี เรื่องนี้มีการประเมินท่าทีของกองทัพด้วยเช่นกันว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรในช่วงที่ดีกรี "ความสับสนวุ่นวาย" พุ่งถึงขีดสุด

           เพราะรับรู้กันดีว่า ถึงกองทัพจะทำตัวนิ่งๆ อยู่ในขณะนี้ แต่ความรู้สึกไม่พอใจรัฐบาลนั้นคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา

           ถึงแม้ว่า "แตงโม" ในกองทัพจะแดงสะพรั่ง แต่หากถึงเวลาเข้าจริง ต่อให้แดงอย่างไรก็ยังต้องยอมรับ เกียรติยศ ศักดิ์ศรี และวินัย ของกองทัพ

           ที่ผ่านมาก็รู้ดีว่า ไปเหยียบตาปลาของกองทัพเขาอย่างแรง กรณีเมกะโปรเจกท์ 3.5 แสนล้านบาท ที่มีการสัญญากับมูลนิธิแห่งหนึ่งถึงโครงการลุ่มน้ำยมบน-ล่าง ไว้แล้ว แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น เพราะแผนใหญ่ของรัฐบาลไม่มีโครงการในแบบที่ว่า
           
           ยังไม่นับเรื่องข้อพิพาทเขาพระวิหารกับกัมพูชา ที่ รมว.กลาโหม ไปนั่งกินข้าวกับรองนายกฯ กัมพูชา ที่ปราสาทพระวิหารโดยไม่ฟังคำทัดทาน

           แล้วก็ยังมีการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มบีอาร์เอ็น โดยไม่ฟังเสียงเตือนของกองทัพ

           ที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า หาก "ฟัง" ข้อจำกัด หรือกังวลต่ออุปสรรคมากไป ทำให้เกิด "ความกลัว" และนำมาซึ่งการไม่กล้าที่จะตัดสินใจทำอะไร

           แต่ครานี้ ใช้ความกลัวบวกกับความสับสนนำไปสู่ความสำเร็จ !

.................

(หมายเหตุ : ความสับสนวุ่นวายสู่นิรโทษกรรม : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)