คอลัมนิสต์

ใครจะรับผิดชอบ

ใครจะรับผิดชอบ

19 มี.ค. 2556

ใครจะรับผิดชอบ : บทบรรณาธิการประจำวันที่19มี.ค.2556

              จำนวนของผู้ที่ใช้สิทธิ์ซื้อรถคันแรกแล้วมายื่นหลักฐานการขอสละสิทธิ์ราว 2,000 คนตามที่รายงานข่าวนั้น เอาเข้าจริง อาจจะยังไม่ใช่ข้อมูลที่ชัดเจนนัก เพราะรายละเอียดนั้นเป็นเรื่องของการรู้ตัวว่าผิดเงื่อนไขที่ทางการกำหนดว่าสามารถซื้อรถยนต์คันแรกได้ เช่น อายุไม่ถึง 21 ปี หรือซื้อก่อนที่ทางการจะประกาศเริ่มโครงการนี้ แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้ความกังวลว่า โครงการอันเนื่องมาจากนโยบายบ้านหลังแรก รถคันแรกของรัฐบาลนี้ จะนำไปสู่ความล้มเหลวในหลายๆ ด้าน ทั้งในส่วนของรัฐบาลเองและในส่วนของผู้ที่เช่าซื้อรถยนต์

              นโยบายรถยนต์คันแรกของรัฐบาลนั้นออกมาเป็น 2 ขยัก โดยขยักที่สองนั้นรัฐบาลขยายให้ยาวไปจนถึง 31 ธันวาคม 2555 นั่นก็เพราะผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ช่วงปลายปี 2554 จะได้ประโยชน์จากโครงการนี้ไปด้วย โดยคราวนี้เพิ่มในส่วนของรถยนต์กระบะ/รถยนต์นั่งที่ประสบกับภาวะน้ำท่วมให้ได้โดยไม่จำกัดขนาดกระบอกสูบ แต่แล้วก็มีการเพิ่มส่วนที่ไม่เกี่ยวกับน้ำท่วมให้จองกันยาวๆ ไปจนถึงสิ้นปี ทำให้ยอดขายรถยนต์ในอนาคตของประเทศไทยโป่งขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ บริษัทผลิตรถยนต์ยิ้มกันแก้มปริ พนักงานรับโบนัสกันเปรมปรีดิ์

              ท่ามกลางการดีอกดีใจ ก็เริ่มมีเสียงเตือนมาแล้วว่า ให้ระวังฟองสบู่อันเกิดมาจากการเช่าซื้อรถยนต์ และผู้ที่ใช้สิทธิรถคันแรกเองก็ควรที่จะตรวจสอบกำลัง หรือความสามารถในการจ่ายให้รายจ่ายที่จะเพิ่มขึ้นตามมาให้ดีเสียก่อนที่จะตัดสินใจเพียงแค่ได้เห็นว่า ครบปีจะได้เงินคืน 1 แสนบาทจากรัฐบาล เพราะเรื่องเช่นนี้ รัฐบาลเขาถือว่า ไม่ได้มีหน้าที่ในการเตือน เพราะจุดประสงค์ในการผลักดันโครงการนี้ก็คือ แรงหมุนของระบบเศรษฐกิจที่จะได้จากเงินดาวน์ และกำลังการผลิตของอุสาหกรรมรถยนต์ที่รวมถึงบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์อันจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กลับฟื้นคืนได้อย่างรวดเร็ว

              ตัวเลขเพียงแค่ 2,000 รายนั้นหากเทียบกับผู้ที่มาใช้สิทธิรถยนต์คันแรกรวมทั้งสิ้น 1.25 ล้านราย อาจจะเป็นตัวเลขเพียงน้อยนิด แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า นี่เป็นเพียงแค่ช่วงเริ่มต้น กลุ่มคนที่พอจะมีความรู้ยอมตัดไฟแต่ต้นลม ดีกว่าดันทุรังไปตายเอาดาบหน้า เพราะรู้อยู่แล้วว่า ทันทีที่มีรถ รายจ่ายประจำจะเพิ่มขึ้นโดยที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ ไม่ไหวเมื่อไหร่ คดีความย่อมตามมา ที่หนักสุดเห็นจะเป็นคดีความที่เกิดจากการใช้สิทธิ ที่รัฐจะต้องฟ้องร้องเอาเงินคืนนั่นเอง

              แม้ว่าในวันนี้การฟ้องร้องจะยังไม่เกิดขึ้น แต่ในภายภาคหน้าคงไม่มีใครกล้ารับรองเช่นกันว่าปัญหานี้จะไม่มี บุคคลล้มละลายตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของวัยแรงงานก็คงจะผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด การถามว่า ก่อนที่จะผลักดันนโยบายนี้ออกมา รัฐบาลได้เคยประเมินไว้ก่อนหรือไม่ เช่นเดียวกับบริษัทผลิตรถยนต์ทั้งหลายที่เร่งปั๊มแต่ใบจองทั้งที่ความสามารถในการผลิตไม่อาจตอบสนองลูกค้าได้ภายในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเร็ววันนี้ เราคงได้เห็นผลลัพธ์ของผลจากการเอาแต่ได้ของแต่ละฝ่าย อาจดูเป็นการฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ใครละจะรับผิดชอบเขาเหล่านั้น