
ประชานิยม-ฟองสบู่
ประชานิยม-ฟองสบู่ : บทบรรณาธิการประจำจันทร์ที่ 18 มีนาคม 2556
ปลายสัปดาห์ก่อน คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา ได้จัดการสัมมนารายการใหญ่ ภายใต้ชื่อ "วิพากษ์นโยบายประชานิยมต่อเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง" โดยวงสัมมนาประกอบไปด้วยกูรูทางด้านเศรษฐศาสตร์ นักกฎหมาย และนายธนาคาร ปรับโฟกัสไปที่นโยบายประชานิยมของรัฐบาล ซึ่งทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หากไม่มีมาตรการ "ล้อมคอก" ออกมารับมือปัญหาที่จะตามมา โดยเฉพาะหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มมากขึ้น ในที่สุดเมื่อควบคุมไม่ได้แล้วจะส่งผลกระทบต่อสถานะความมั่นคงทางการเงิน การคลังของประเทศอย่างยากจะหลีกเลี่ยง นั่นหมายถึงหายนภัยทางเศรษฐกิจรอบใหม่ที่อาจทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในฐานะที่แทบไม่ต่างอะไรกับอีกหลายประเทศที่ล่มจมไปก่อนหน้า
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้น้ำหนักไปที่นโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ด ที่รัฐบาลใช้เงินรับซื้อข้าวจากชาวนาสูงกว่าราคาท้องตลาดถึง 30% ทำให้ปีแรกขาดทุนไปแล้ว 1.4 แสนล้านบาท คาดหมายว่าจะต้องขาดทุนถึง 2.1 แสนล้านบาท สำหรับการเปิดรับจำนำข้าว 33 ล้านตัน ในอนาคต เมื่อรวมหนี้ขาดทุนจำนำข้าวเข้ากับหนี้สาธารณะจะทำให้มียอดรวมหนี้สาธารณะในปี 2562 หรืออีก 6 ปีข้างหน้า มากถึง 55.66% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) หรือ 10.306 ล้านล้านบาท ซึ่งถ้าไม่หยุดยั้งไว้ก่อนหนี้สาธารณะจะเพิ่มเป็น 80% ซึ่งอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า "เอาไม่อยู่" เสียแล้ว ขณะที่ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ เสนอข้อกังวลข้อหนึ่งว่า ภาระของประเทศยังมีหนี้ภาครัฐซุกซ่อนอยู่มากกว่า 44% เพราะตัวเลขนี้ยังไม่รวมกรณีปัญหาที่เกิดกับธนาคาอิสลามแห่งประเทศไทย เอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ขณะเดียวกัน ก็มีรายงานข่าวจากกรมสรรพสามิตว่า ขณะนี้มีตัวเลขผู้ใช้สิทธิซื้อรถยนต์ในโครงการ "รถคันแรก" แจ้งขอสละสิทธิ์การเข้าโครงการแล้วจำนวนทั้งสิ้น 2,000 ราย ที่น่าสนใจคือ นอกจากสาเหตุทำผิดเงื่อนไขตั้งแต่แรกแล้ว ยังมีในส่วนของผู้ใช้สิทธิ์ที่ "ผ่อนไม่ไหว" รวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้กรมสรรพสามิตจะต้องไปไล่เบี้ยเรียกเงินจำนวน 1 แสนบาท คืนจากผู้เข้าร่วมโครงการที่ขอคืนภาษีไปก่อนหน้า ข่าวนี้ถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ส่อแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวและความเสียหายที่จะตามมาจากนโยบายประชานิยม จะเรียกว่า เตือนกันไว้ยังไม่ทันขาดคำก็ว่าได้
และในท่ามกลางความวิตกเรื่องภาวะฟองสบู่ทั้งที่จับสัญญาณได้จากการเคลื่อนไหวของทุน ทั้งที่ปรากฏเป็นรูปธรรมจากการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับราคาตารางเมตรละ 1 แสนบาทขึ้นไป จนถึงยูนิตละนับสิบนับร้อยล้านบาท และบ้านหรูระดับที่เรียกว่า พรีเมียม หรือไฮเอนด์ ในเร็ววันนี้ รัฐบาลยังจะผลักดันร่างกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของสภาเพื่อปฏิวัติระบบสาธารณูปโภคขนานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า ถนนหนทางต่างๆ ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ว่าโครงการจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ผลที่จะตามมาชั่วพริบตาคือ ราคาที่ดิน โดยสรุปภาพรวมของประเทศไทยตอนนี้จึงดูเหมือนยืนอยู่บนหน้าผาของประชานิยมและฟองสบู่ ที่พร้อมจะนำหายนะมาสู่ได้ทั้งสองกรณี



