คอลัมนิสต์

“ยุติ”ด้วยความเป็นธรรม

“ยุติ”ด้วยความเป็นธรรม

03 มิ.ย. 2552

นายตำรวจหนุ่มพนักงานสอบสวนเล่าผลการสอบสวนคดีสะเทือนขวัญคดีหนึ่งว่า คนร้ายเป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 18 ปี ทำร้ายร่างกายอดีตแฟนสาวอย่างโหดเหี้ยมทารุณหน้าโรงเรียน สาเหตุมาจากเด็กสาวตีตัวออกห่างเพราะเด็กหนุ่มเป็นคนอารมณ์ร้อนและชอบใช้กำลังทำร้ายร่างกายเป็นประจำ แต่

 ญาติของฝ่ายหญิงเข้ามาแจ้งความว่า เด็กหนุ่มปีนขึ้นไปบนชั้น 2 เข้าไปทำร้ายร่างกายฝ่ายหญิงในห้องนอน หลังจากได้รับแจ้งความแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนทั้งสองฝ่าย และจะดำเนินคดีต่อฝ่ายชาย แต่ต่อมาทั้งสองเจรจาตกลงกันได้ จึงถอนแจ้งความ

 ในชุมชน เมื่อเด็กและเยาวชนกระทำผิด ผู้เห็นเหตุการณ์ต่างได้เรียนรู้และจดจำการกระทำรุนแรง ส่วนหนึ่งใช้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ อีกส่วนหนึ่งนำมาปรับใช้เป็นวิธีการในการกระทำรุนแรงของตนเอง ส่วนใหญ่แล้วผู้ใช้ความรุนแรงก็คือผู้ที่เคยถูกกระทำรุนแรงหรือเคยมีประสบการณ์เป็นผู้สังเกตเห็นความรุนแรงมาก่อน

 ภาพสุดท้ายที่ประชาชนทั่วไปสังเกตเห็นคือ ตำรวจมาที่เกิดเหตุ ตามจับตัวผู้กระทำรุนแรง จับได้แล้วเอาไปโรงพัก บางครั้งถ้าเจรจาไกล่เกลี่ยตกลงกันได้ ถอนแจ้งความผู้กระทำผิดก็ไม่ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย จากการเก็บข้อมูลในภาคสนามดิฉันพบว่า เมื่อเด็กและเยาวชนกระทำรุนแรงต่อกันพวกเขาจะถูกจับและตั้งข้อกล่าวหา “ทำร้ายร่างกาย” คดีความจบลงที่การเจรจาไกล่เกลี่ยกันที่สถานีตำรวจบ้าง ถูกปรับบ้าง ถูกดำเนินคดีบ้าง หลายคนมีการใช้ชีวิตแบบเดิม กระทำผิดซ้ำบางครั้งก็ถูกจับ และบ่อยครั้งที่พวกเขาเรียนรู้ที่จะหลบหลีก หลีกเลี่ยงการจับกุม

 ผู้พิพากษาเล่าให้ดิฉันฟังว่า ท่านเห็นด้วยกับแนวคิดของการทำงานไกล่เกลี่ย แต่ก็ยังกังขาว่า การกระทำเช่นไรเรียกว่าการไกล่เกลี่ย และการไกล่เกลี่ยมุ่งหวังผลลัพธ์สุดท้ายที่ใด “การไกล่เกลี่ย หรือว่างานยุติธรรมชุมชนมันทำให้การกระทำผิดของเด็กและเยาวชนในชุมชนลดลงหรือไม่ หรือว่าเราหวังแค่ลดปริมาณคดีที่จะนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก” ดิฉันตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานยุติธรรมชุมชนในจังหวัดแห่งหนึ่งว่า การที่องค์กรของเขาได้รับความชื่นชมว่าทำงานยุติธรรมชุมชนประสบความสำเร็จด้วยดีนั้น เขาสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า “การรวมกลุ่มก่อตั้งซุ้มต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในชุมชนแห่งนั้น รวมถึงการกระทำรุนแรงของสมาชิกซุ้มลดน้อยลงหรือไม่” คำตอบที่ดิฉันได้รับคือ เราไม่ได้ลงลึกไปถึงขั้นนั้น เราเก็บข้อมูลเพียงว่า เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นเขามาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางเลือกแล้วเขาพอใจ เขายุติข้อพิพาทด้วยความสมานฉันท์ ไม่ต้องนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก

 ผู้ที่ทำงานในกระบวนการยุติธรรมแสดงความคิดเห็นว่า หากผู้ปกครองและครูมีกลยุทธ์และมาตรการในการป้องกันการกระทำรุนแรงของเด็กนักเรียนอย่างจริงจัง จะสามารถช่วยลดภาระในการป้องกันและปราบปรามการกระทำรุนแรงของเยาวชนได้ การปรับวิธีคิดและมุมมองที่ว่า การป้องกันความรุนแรงในกลุ่มเยาวชนควรเริ่มที่ครอบครัวและโรงเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่าปล่อยให้ครอบครัวและโรงเรียนเป็นสถานที่บ่มเพาะความรุนแรง และฝากความหวังไว้เพียงตำรวจและกระบวนการยุติธรรมในการไกล่เกลี่ย หรือปราบปรามการกระทำรุนแรงในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทย

 

 ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข