
ภัยคุกคามป้องกันได้
ดัชนีชี้วัดความสุขของประชาชน นอกเหนือจากเศรษฐกิจแล้วก็คือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ทั้งสองสิ่งนี้มีผลเกี่ยวเนื่องกัน เศรษฐกิจดีชาวบ้านเป็นสุข แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่ถ้าเมื่อใดที่เศรษฐกิจแย่ เชื่อแน่ได้เลยว่าปัจจัยที่สองจะพุ่งติดลบทันที
งานตำรวจจึงไม่เคยมีวันหยุดเหมือนกับอาชีพอื่นๆ
ยิ่งวันนี้ใครๆ ก็ว่ากันว่าเศรษฐกิจโลกดิ่งเหว ฉุดเอาเศรษฐกิจของบ้านเราย่ำแย่ไปด้วย ตำรวจจึงมีงานหนักเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะงานป้องกันปราบปรามยามนี้สำคัญที่สุด
วันก่อนกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) รายงานผลการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและการจับกุมในรอบ 4 เดือนแรก ระหว่างวันที่ 1 มกราคม-30 เมษายน 2552 ที่แผนกสถิติรวบรวมเอาไว้
ที่อยากหยิบยกมาพูด คือ คดีลักทรัพย์เกิดขึ้นเกือบ 5,000 คดี จับกุมได้ไม่ถึง 1 ใน 5 กับอีกเรื่องคือคดีข่มขืนกระทำชำเรามีมากถึง 140 คดี จับกุมได้เพียง 21 คดีเท่านั้น
สาเหตุที่ยกเอา 2 เรื่องนี้มาพูด เนื่องจากเป็นเรื่องใกล้ตัวและส่งผลต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน
เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า 10 โจรปล้นไม่เท่า 1 ไฟไหม้ แต่ถ้าป้องกันได้คงไม่มีใครอยากเผชิญกับทุกข์เข็ญขนาดนั้น ส่วนคดีข่มขืนกระทำชำเราเดี๋ยวนี้เริ่มเกิดถี่ขึ้นทุกวันๆ ตำรวจจึงเป็นความหวังและที่พึ่งเดียวของพวกเขา
เมื่อครั้ง พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา มารับตำแหน่ง ผบช.น.ใหม่ๆ มีแนวคิดพัฒนางานสายตรวจ ไม่เน้นวิ่งตรวจตราอย่างเดียว แต่ให้หยุดพูดคุยสอบถามข้อมูลกับชาวบ้านด้วย
หนึ่งเพื่อสร้างความใกล้ชิดและรู้สึกมั่นใจในตำรวจ สองเพื่อเก็บข้อมูลเบาะแสต่างๆ เอาไว้ใช้ปรับปรุงแก้ไข เป็นเหมือนการสื่อสารสองทิศทาง และเป็นงานสายตรวจเชิงรุก
ส่วนตัวผมเห็นด้วยเต็มที่กับแนวคิดนี้ เฝ้ารอดูความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น แต่จนแล้วจนรอดวันนี้ก็ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม
เรื่องอย่างนี้รอช้าไม่ได้ คิดแล้วต้องลงมือทำเลยครับ หรือว่าได้มอบนโยบายไปแล้ว แต่ผู้ปฏิบัติไม่ทำตาม ?
ถ้าทำได้ สิ่งนี้อาจเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้สายตรวจเมืองกรุงมีความสัมพันธ์กับชาวบ้าน เหมือนกับที่คนบ้านนอกรู้สึกผูกพันกับตำรวจบ้านๆ บ้างก็ได้ !?!
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



