คอลัมนิสต์

เดือนวัดดวง

เดือนวัดดวง

03 มิ.ย. 2552

หืมม์...เขาว่าเดือนมิถุนายนเป็นเดือนแห่งความเสี่ยงสูงสำหรับความอยู่รอดของรัฐบาลเด็กมาร์ค เมื่อมีหลายฝ่ายจ้องเล่นงาน กะว่าจะให้จอดคาที่ หมดโอกาสสร้างผลงาน

 มีทั้งฝ่ายค้านผสมแค้น แกนนำเสื้อแดง จัดชุมนุมเป็นระยะๆ สร้างผลงานให้นายใหญ่ เพิ่มรายได้จากน้ำเลี้ยงสำหรับตัวเองและพวกพ้อง ถ้าเพิกเฉยละเลยต่องานจัดกิจกรรมปลุกระดมม็อบจะทำให้เกิดความเหนื่อยล้า สิ้นสภาพของโครงสร้าง เครือข่าย

 ฝ่ายค้านมีปัญหาเรื้อรังภายใน หาหัวหน้าคนใหม่ยังไม่พบ ล่าสุดมีข่าวแว่วว่าจะเสนอชื่อทหารใกล้เกษียณ และทหารสูงอายุมาเป็นหัวหน้า เพราะคนปัจจุบันนอกจากพวกเดียวกันไม่ยอมรับแล้ว ยังไม่อยากรับหน้าที่รักษาเก้าอี้ไม่ให้ฝุ่นเกาะอีกด้วย

 น่าแปลก แทนที่กรรมการบริหาร สมาชิกจะประชุมเลือกคนที่เหมาะสม เจ๋งที่สุด กลับต้องให้นายใหญ่คนลี้ภัยหนีโทษจำคุกสั่งการ หลังจากคนที่อยากให้เป็นไม่อยากได้ เพราะต้องการเป็นนายกฯ อย่างเดียว เป็นหัวหน้าพรรคต้องเปลืองเงิน เอาใจเสือหิว

 ดังนั้น “หัวหน้าพรรค” จึงเหมือนเป็น “บ่อพัก” แหล่งกำจัดของเสียสารพัด ความต้องการของนายใหญ่เอานายทหารเก่าเก็บมาขัดตาทัพจึงไม่ง่ายนัก เพราะรู้ดีว่าคนถูกเสนอชื่อเป็น “บ่อพัก” จริงๆ ขนาดญาติผู้พี่เป็นอดีตนายทหาร อยากได้เก้าอี้ใจแทบขาด ญาติผู้น้องยังไม่ยอมยกให้ น่าจะเป็นเพราะฝีมือไม่เอาไหนตอนอยู่ในกองทัพนั่นเอง

 สภาพที่ขาดผู้นำทำให้พรรคตกอยู่ในความน่าอเนจอนาถ หาคนดีมาเป็นหัวหน้าไม่ได้ ไม่มีใครกล้ารับ ทำให้ถูกมองว่าตำแหน่งนั้นเป็นความเสื่อมเกียรติ น่าอัปยศอดสู

 ยังทำให้เสียพลังกดดันของกลุ่มคนเสื้อแดง ขาดเอกภาพในการประสานงาน!

 น่าจะรู้ว่าการเมืองยุคนี้จะเอาอดีตนายทหารยศนายพลเอกมาเป็นผู้นำประเทศ เป็นนายกฯ นั้น เป็นความคิดล้าสมัยสุดๆ คนสุดท้ายควรเป็น “เจ้าแห่งขิงแก่” ซึ่งมีผลงานไม่ประทับใจ เป็นการ “เสียของ” ทำให้บ้านเมืองจมอยู่ในการเมืองน้ำเน่า

 ชาวบ้านต้องทนรับสภาพกับรัฐบาลนอมินี 2 ชุดติดต่อกัน เมื่อบุคคล 2 แบบเป็นผู้นำ คนแรกเป็นขิงแก่ห้าวสุดๆ ถ้ามะเร็งไม่กินตับ ก็ยังคึกไม่หยุด คนรับช่วงต่อมาเป็นนักซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้า เช่นตู้เย็น ไปไว้ตามคอนโด ชอบนัดคนที่เมียไม่รู้จักไปกินข้าวเที่ยง

 การมีนายพลเอกเป็นนายกฯ จะเป็นความเชยมาก เพราะเด็กมาร์คได้สร้างมาตรฐานใหม่ในระดับสากล ถ้าเอาคนไม่แตกฉานภาษาปะกิต ความรู้ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม มียศใหญ่โต จะกลายเป็นความน่าอิหลักอิเหลื่อให้เพื่อนบ้าน

 ต้องบอกว่าหมดยุคแล้วจริงๆ ถ้านายทหารคนใดยังฝันเฟื่องว่าจะใช้เครื่องแบบเป็นบารมีสำหรับการเป็นผู้นำประเทศ สังคมนานาชาติไม่ยอมรับ และประชาชนไทยนี่แหละจะปฏิเสธ แม้จะได้รับการเลือกตั้งมาก็ตาม ผลงานวิสัยทัศน์โดยรวมจะไม่เข้าตา

 สังคมโลกก้าวเร็วเกินกว่าจะยอมรับการเมืองที่ยังเชื่อว่าต้องมีผู้นำมาจากกองทัพ แม้แต่ในประเทศที่ต้องเผชิญกับการก่อการร้ายเช่น ปากีสถาน อิรัก อัฟอานิสถาน

 การเมืองบ้านเราก็เช่นกัน การส่งสัญญาณผิดๆ ทำให้ชาวบ้านเชื่อว่ากลุ่มก๊วนการเมืองบางคณะได้รับการขยิบตาจากคณะนายทหารบิ๊กๆ จึงกล้าเหิม เสนอโครงการอภิมหางาบหวังหักเด็กมาร์ค นับเป็นความไม่สร้างสรรค์ สิ้นคิดจริงๆ นิ! อิอิอิ!!!