
เรื่องไม่เล็กของเด็ก
เรื่องไม่เล็กของเด็ก : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 15 มี.ค. 2556
คนส่วนใหญ่ในสังคมอาจมองเป็นเรื่องธรรมดากรณีเด็กชกต่อยกัน ถ้าหากไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตจากการชกต่อยนั้น แต่คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่หากเกิดเหตุนักเรียนชั้น ป.1 ซึ่งได้รับแรงยุยงจากเด็กนักเรียนชั้น ม.1 ไปชกต่อยเด็กอนุบาลวัยแค่ 5 ขวบดังกรณีที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนวัดวังกุ่ม ต.โพธิ์พระยา อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เป็นเหตุให้เด็กอนุบาลผู้นั้นได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสเนื่องจากมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดและลิ้นหัวใจ จนต้องนอนรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
เหตุการณ์นี้ยิ่งไม่ธรรมดามากขึ้นไปอีก เมื่อบุคคลสาธารณะอย่างเช่น น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ประธานมูลนิธิพัฒนาคนพิการไทยให้ความเห็นหวังจะสกัดข่าวไม่ให้บานปลายออกไปว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการทะเลาะกันตามประสาของเด็กๆ แต่เด็กอนุบาลเกิดโชคร้ายต้องมาเจ็บป่วยขั้นรุนแรง พร้อมกับวิงวอนสังคมไม่ควรซ้ำเติมเด็กที่ก่อเหตุเพราะจะทำให้มีคนป่วยเพิ่มอีกหนึ่งคน ซ้ำร้าย ร้อยเวร สภ.เมืองสุพรรณบุรี เกิดบ้าจี้มากขึ้นไปอีกเมื่อเผยว่าเบื้องต้นได้แจ้งข้อหาเด็กนักเรียนชั้น ป.1 ที่ก่อเหตุทำร้ายในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม
ความเห็นของ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ก็ดี หรือการกระทำของร้อยเวร สภ.เมือง สุพรรณบุรี ล้วนแต่สะท้อนว่าขาดความรู้เรื่องสิทธิเด็กที่พึงได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ซึ่งมีที่มาจากอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก อันเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดสิทธิพื้นฐานของเด็ก รวมไปถึงสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองให้รอดพ้นจากการทารุณทุกรูปแบบ กฎหมายเด็กฉบับนี้ยังบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด
ที่สำคัญก็คือความเห็นเช่นนี้สะท้อนถึงการขาดความอ่อนไหวในปัญหาละเอียดอ่อนนี้ เสมือนหนึ่งสนับสนุนทางอ้อมให้เด็กใช้ความรุนแรงเข้าแก้ไขปัญหา ภายใต้เหตุผลตื้นๆ ว่าเป็นการทะเลาะกันตามประสาเด็กๆ โดยอาจลืมคิดว่าพฤติกรรมเช่นนี้อาจจะติดตัวไปจนถึงผู้ใหญ่กลายเป็นปัญหาของสังคมในอนาคต
ตรงกันข้ามองค์การเซฟ เดอะ ชิลเดรน ที่คอยดูแลสวัสดิภาพของเด็กทั่วทุกมุมโลกไม่ให้ตกเป็นเยหื่อความรุนแรงในทุกรูปแบบ ในรายงานล่าสุดเรื่อง "คนรุ่นเยาว์ท่ามกลางไฟสงคราม" ขององค์การเซฟ เดอะ ชิลเดรน ได้แสดงความห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่รวมทั้งสวัสดิภาพของเด็กซีเรียราว 2 ล้านคนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมือง ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการด้านสุขภาพ ถูกละเมิดสิทธิตัดขาดจากสิทธิ และด้านการศึกษา ทำให้มีความทุกข์ทรมานในจิตใจ และยังไร้ซึ่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมอีกด้วย ที่สำคัญทั้งรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านได้เกณฑ์เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีไปเป็นทหารเกณฑ์มากขึ้น เซฟ เดอะ ชิลเดรน ย้ำว่าหนทางที่ดีที่สุดที่ต่างประเทศจะช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ได้ก็คือการต้องช่วยกันยุติสงครามกลางเมืองโดยเร็ว ซึ่งคงเป็นเครื่องเตือนใจสังคมไทยในระดับหนึ่งว่าปัญหาของเด็กๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กที่มองข้ามได้



