คอลัมนิสต์

ระวังน้ำจิ้มถ้วยนั้น

ระวังน้ำจิ้มถ้วยนั้น

14 มี.ค. 2556

ระวังน้ำจิ้มถ้วยนั้น : กระดานความคิด โดยสุทธิชัย หยุ่น http://www.oknation.net/blog/suthichai

               เมื่อหลายวันก่อน ผมฟัง อ.สง่า ดามาพงษ์ ทางวิทยุ พูดถึงเรื่อง “ความเค็ม” ของอาหารกับโรคไตวายแล้วก็เห็นภาพว่าวิถีชีวิตคนไทย และนิสัยการกินที่ติดตัวกันมาตั้งแต่อายุยังน้อยคือตัวปัญหาที่ทำให้เราเป็นโรคร้ายเรื้อรัง
 
               เพราะเรา “ตามใจลิ้น” มากกว่าที่จะ “กินอย่างมีสติ” และไม่มีใครให้ข้อมูลทางสุขภาพต่อคนไทยตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จึงทำให้ “นิสัยรับประทาน” ของคนไทยจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในสภาพ “อวิชชา” หรือไม่รู้ไม่เห็นไม่สน
 
               มารู้อีกทีก็สายเสียแล้ว เพราะกินอะไรเค็มจัดจนกลายเป็น “พฤติกรรมประจำชาติ” จึงเกิดปรากฏการณ์ของ “โรคร้ายประจำประเทศ” ขึ้นมาเช่นกัน อ.สง่า มีคำแนะนำสิบข้อที่เตือนให้เราทบทวน “นิสัยการกิน” ของเราอย่างน่าสนใจว่าอย่างนี้
 
               1.กรุณาชิมทุกครั้งก่อนที่จะเติมเครื่องปรุงลงไป โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยว
 
               2.กรุณากวาดเอาขวดน้ำปลา ซอส ซีอิ๊วและเกลือออกจากโต๊ะอาหารให้เกลี้ยงภายในเย็นนี้
 
               3.ลดการกินอาหารหมัก-ดอง, อาหารแปรรูปเช่นผัก, ผลไม้ดอง, ไส้กรอก, หมูยอ, แหนม, เบคอน
 
               4.ลดการกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (เพราะมีโซเดียมในอาหารประเภทนี้มหาศาล ซึ่งอาจมาจากผงชูรส ดังนั้น สัปดาห์หนึ่งอย่ากินเกินสามซอง และเวลากินอย่าไปซดน้ำจนหมดเกลี้ยง เพราะถ้าซดจนหมด ก็จะได้ทั้งความเค็มจากเกลือ, น้ำปลา และผงชูรสไปเต็มๆ)
 
               5.ลดการกินอาหารที่มีน้ำจิ้ม (เวลากินสุกียากี้หรือหมูกระทะ น้ำจิ้มมีเหลือล้น บางคนขอเพิ่มสองสามรอบด้วยซ้ำไป นั่นคือความเค็มอย่างยิ่งและมีโซเดียมสูงอย่างยิ่ง)
 
               6.ลดการกินอาหารที่ปรุงจากปลาเค็ม ไข่เค็ม เนื้อเค็ม ปลาร้า กะปิ เต้าหู้ยี้ (ไม่ควรกินบ่อย, ขอย้ำว่ากินได้แต่อย่าบ่อย)
 
               7.กินผลไม้สดโดยไม่ต้องจิ้มพริก, เกลือหรือน้ำตาล
 
               8.ลดการกินอาหารจานด่วนตะวันตกและขนมกรุบกรอบ เพราะอาหารประเภทนี้ผงชูรสและโซเดียมมากเกินความจำเป็น
 
               9.ลดการใช้ผงชูรส (ไม่ถึงกับต้องงด หากกินปริมาณพอเหมาะก็ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่หากกินมากก็จะเจอปัญหาโซเดียมสูง)
 
               10.อ่านฉลากก่อนซื้อ (ฉลากไหนที่บอกว่ามีโซเดียมไม่เกิน 200 มิลลิกรัม ก็ถือว่าใช้ได้)
 
               แน่นอนว่า เมื่อเมื่อยินคำแนะนำเช่นนี้จะต้องมีเสียงบ่นดังลั่นทันทีว่า ใครทำตาม “บัญญัติสิบประการ” นี้แล้ว ชีวิตจะเหี่ยวเฉา กินอะไรที่ชอบที่อร่อยไม่ได้อีกต่อไป
 
               บางคนอาจจะบอกด้วยซ้ำไปว่าเช่นนี้จะมีชีวิตอยู่ไปทำไมเล่า ?
 
               อย่าง “ส้มตำปลาร้า” ที่แสนจะอร่อย และเป็นอาหารชาวบ้านล่ะ, จะต้องเลิกคบกันไปเลยหรืออย่างไร ?
 
               นี่ไม่เท่ากับเป็น “เนรคุณ” อาหารประจำชาติหรือ ?
 
               อ.สง่า บอกว่านี่เป็นสาเหตุหนึ่งหรือไม่ที่ทำให้คนอีสานมีความดันโลหิตสูง และโรคไตวาย และต้องไปล้างไตกันเป็นแถว ?
 
               เพราะในส้มตำแต่ละจานนั้นไม่ได้มีเฉพาะปลาร้า เพราะบ่อยครั้งใส่ทั้งน้ำปลาและปูดองอีกต่างหาก...เท่ากับเอาความเค็มสุดๆ ทับซ้อนความเค็มดั้งเดิมเข้าไปอีก
 
               เท่านั้นไม่พอ, ยังแถมใส่ผงชูรสเข้าไปสำทับอีกชั้นหนึ่ง (ไม่นับน้ำตาลที่เทใส่กันเป็นว่าเล่นในหลายครั้ง)
 
               ดังนั้น ในความเห็นของนักโภชนาการเพื่อสุขภาพ ส้มตำที่มีคุณภาพอาหารอย่างดีควรมีรสชาติ “กลางๆ”
 
               หากอ่านอย่างผิวเผินผู้คนก็อาจจะท้อแท้เหนื่อยหน่ายกับชีวิตที่กินนี่ก็ไม่ได้ กินนั่นก็ไม่ดี...จะให้กินหญ้าอย่างเดียวกระนั้นหรือ ?
 
               อ.สง่า บอกว่าไม่ได้ห้ามกิน เพียงแค่ให้สำรวจตัวเอง
 
               อ.สง่า จึงบอกเคล็ดลับให้ท่องจำง่ายๆ ว่า
 
               สิบข้อควรจำทำให้ได้ จะส่งผลให้กินเค็มลดลง ได้เวลาปลง ปล่อยวาง กินรสกลางๆ ไม่เค็มปี๋ เลือดไหลดี ไม่มีความดันสูง โรคไตไม่มายุ่ง มุ่งสู่สุขภาพดี ทำงานได้เต็มที่ โบนัสดี รายได้งาม ขอถามตบท้ายว่าแต่คุณจะทำได้หรือเปล่า ขอบอกส่งลา กินอาหารทุกครา อย่าลืมว่าต้องรสจืด จะช่วยยืดชีวิต แถมพิชิตโรคไตและความดัน เริ่มกินรสจืดกันตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ
 
               หรือถ้าจะสำรวจตัวเอง, ก็ถามตัวเองและคนรอบข้างง่ายๆ อย่างนี้
 
               1.คุณกระแทกน้ำปลาลงไปในก๋วยเตี๋ยวทุกครั้งโดยไม่ได้ชิมก่อนใช่หรือไม่ ?
 
               2.คุณกินข้าวขาดน้ำพริกน้ำปลาไม่ได้ ข้าวคำน้ำปลาคำใช่หรือไม่ ?
 
               3.คุณมีขวดน้ำปลา ถ้วยน้ำปลา ซอส ซีอิ๊วหรือเครื่องจิ้มบนโต๊ะกินข้าวทุกมื้อ ไม่เคยขาด ใช่หรือไม่?
 
               4.บ้านคุณใช้น้ำปลาและซอสกับเครื่องปรุงและผงชูรสทั้งหลายเปลืองมาก ใช่หรือไม่ ?
 
               5.คุณชอบกินอาหารกระป๋อง อาหารหมักดองที่ถนอมอาหารด้วยเกลือรวมทั้งปลาร้าและกะปิเป็นประจำใช่หรือไม่ ?
 
               6.คุณชอบกินปลาเค็ม น้ำพริก กะปิ ปลาร้าและไข่เค็ม เต้าหู้ยี้ เป็นประจำใช่หรือไม่ ?
 
               7.คุณชอบกินผลไม้จิ้มพริกเกลือเป็นประจำใช่หรือไม่ ?
 
               ทั้งนี้ นิสัยอย่างนี้ต้อง “ทำประจำ” จึงจะถือว่าเป็นปัญหาต่อสุขภาพ อย่างไรเรียกว่า “ทำประจำ”?
 
               คำตอบคือ “ทำประจำ” คือความถี่สัปดาห์ละ 3 ถึง 4 ครั้ง ถ้าทำทุกวันถือว่า “บ่อยมาก” ถึง “บ่อยเกินไป” ถ้าอาทิตย์ละ 1 ถึง 2 ครั้งถือว่า “นานๆ ครั้ง”
 
               แน่นอน บางครั้งหากจะให้รางวัลชีวิตตัวเองด้วยการกินปลาอินทรีทอดหรือข้าวผัดปลาเค็มสักอาทิตย์ละครั้งหรือเดือนละสองครั้ง ก็น่าจะไม่เป็นปัญหาต่อสุขภาพของเรามากนัก
 
               ผมจำได้ทันทีเมื่อ อ.สง่า บอกว่าน้ำจิ้มข้าวมันไก่ บางร้านใช้ “เครื่องจิ้ม” เป็นเรื่องชูชื่อเสียงของร้าน
 
               “ความจริงมันคือเต้าเจี้ยว ซึ่งทำเองและหมักเอง และนั่นคือเกลือทั้งสิ้น ซึ่งต้องกินอย่างระวังอย่างยิ่ง” อ.สง่า บอก
 
               ผมได้ฟังแล้ว, ก็ระวังไม่กินเค็มเกินเหตุ เพราะไม่ต้องการให้ใครคิดว่าผม “เค็ม” เป็นอันขาด (ฮา)