คอลัมนิสต์

การเมืองครอบงำองค์กรอิสระ

การเมืองครอบงำองค์กรอิสระ

14 มี.ค. 2556

การเมืองครอบงำองค์กรอิสระ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 14 มี.ค. 2556

               การขับเคลื่อนของภาคการเมืองมีความพยายามมาตลอดในการแก้ไขระเบียบไปจนถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อลิดรอนหรือเปลี่ยนแปลงองค์กรอิสระหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่เห็นว่าเข้ามามีอำนาจและเป็นอุปสรรคต่อกลุ่มพวกพ้องของตน โดยยกเหตุผลว่าองค์กรเหล่านี้มีที่มาที่ไปจากฝั่งตรงข้ามและดำเนินงานไม่โปร่งใสเป็นปฏิปักษ์ที่จ้องเล่นงานซีกการเมือง ทั้งที่ในข้อเท็จจริงแล้วบางประเด็นก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายการเมืองยากจะปฏิเสธได้เต็มปาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคอร์รัปชั่น หรือใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้อง การทุจริตเชิงนโยบาย เหล่านี้ยังเป็นสิ่งที่สังคมเฝ้าจับตา ฝ่ายการเมืองจึงต้องการเข้าไปแทรกแซงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรอิสระเหล่านั้น เพื่อให้เป็นไปในทิศทางที่ตนเองต้องการปราศจากการตรวจสอบและถ่วงดุล
 
               กรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอแนวคิดในการตั้งคณะกรรมการนโยบายสาธารณสุขแห่งชาติ โดยดึงรัฐมนตรีจากกระทรวงที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกัน เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ เข้ามาเป็นคณะกรรมการ โดยเรียกแบบง่ายๆ ก็คือเป็นคณะรัฐมนตรีด้านสุขภาพ เช่นเดียวกับคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ พร้อมให้เหตุผลว่าปัจจุบันการทำงานต่างฝ่ายต่างทำไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน และตั้งเป้าว่าจะดึงเอาคณะกรรมการขององค์กรอิสระในส่วนด้านการสาธารณสุข หรือกลุ่มองค์กรตระกูล ส. เข้ามาเป็นกรรมการย่อย ขึ้นตรงกับคณะกรรมการที่กำลังจะตั้งขึ้นใหม่ นั้นย่อมเห็นภาพได้ชัดเจนว่าจะเป็นบอร์ดเสมือนร่มใหญ่ครอบคลุมกลุ่มกรรมการตระกูล ส.นั่นเอง
 
               องค์กรในกลุ่มตระกูล ส. มีหลายหน่วยงานและทำหน้าที่บริหารแบบอิสระ ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการองค์กรที่มาจากทุกภาคส่วนของสังคม มีกฎหมายของตัวเอง เช่น สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) โดยมีงบประมาณในการดำเนินงานแต่ละปีรวมกันมากกว่าแสนล้าน จึงมีความห่วงกังวลว่าข้อเสนอจากนักการเมืองในการตั้งกรรมการนโยบายครั้งนี้ มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ และเมื่อพิจารณาเบื้องต้นถึงโครงสร้างก็เป็นการดึงเอานักการเมืองที่นั่งเป็นเจ้ากระทรวงต่างๆ เข้ามาก็เท่ากับการเมืองมุ่งเข้ามาครอบงำองค์กรเหล่านี้
 
               แม้จะมีการอ้างถึงเหตุผลว่าอยากให้มีการทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น ถ้าต่างฝ่ายต่างทำงานไปคนละทิศละทางไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่การบูรณาการก็เป็นแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพได้เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือตั้งกรรมการนโยบายชุดใหม่ขึ้นมา อีกประการคือ กรรมการที่มีในแต่ละองค์กรต่างก็มีแผนงานและเป้าหมายการดำเนินงาน และมีการทำงานที่เชื่อมต่อกัน คงไม่ใช่ต่างคนต่างเดินจนสะเปะสะปะดังเช่นที่ฝ่ายการเมืองยกมาอ้าง ที่สำคัญกรรมการองค์กรอิสระบางองค์กร เป็นตัวแทนของภาคประชาชนเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนทั้งในเรื่องการกำหนดนโยบายและการปฏิบัติ ดังนั้นการที่การเมืองตั้งธงเข้ามาแทรกแซงเป็นสิ่งที่สังคมรับไม่ได้