คอลัมนิสต์

ตำรวจร่วมมวลชนลดอาชญากรรม

ตำรวจร่วมมวลชนลดอาชญากรรม

13 มี.ค. 2556

ตำรวจร่วมมวลชนลดอาชญากรรม : โลกตำรวจ โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

               “ฝากบ้านไว้กับเพื่อนบ้าน” โครงการใหม่ที่นำร่องโดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล ถูกระบุว่าเป็นโครงการต่อยอดจากโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ
 
               “พอเราบอกเพื่อนบ้านว่า เราจะไม่อยู่นะ ฝากบ้านด้วย เราจะปลอดภัยมั้ย?” ชาวบ้านชวนตั้งข้อสังเกตพร้อมตั้งข้อสงสัยเพิ่มเติมว่า “แล้วเพื่อนบ้านเขาจะยอมมารับภาระรับฝากบ้านของเราหรือเปล่า...ถ้าเกิดขโมยขึ้นแล้วเขาจะถูกตั้งข้อหามีส่วนร่วมหรือเปล่า?” ข้อสงสัยมากมายถูกถ่ายทอดจนกระทั่งถูกถามว่า...รู้รายละเอียดอะไรบ้างกับโครงการนี้
 
               ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่รู้?!?...ตำรวจเขาเข้ามาจัดประชุมในหมู่บ้านแต่ไม่ว่างก็เลยไม่ได้เข้า แต่เขาแจกโบรชัวร์ไว้ให้อ่าน” นี่คือเหตุผลของคนเมือง ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างของการไม่เข้าร่วมประชุมกับทีมงานตำรวจตามโครงการฝากบ้านไว้กับเพื่อนบ้าน...“ก็ไปทำงานจะประชุมได้ไง”
 
               ได้ฟังเรื่องราวความคิดเห็นของชาวบ้านที่มีต่องานป้องกันอาชญากรรมของตำรวจ ทำให้คิดถึงบทวิเคราะห์ผลการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการของตำรวจเรื่อง การศึกษารูปแบบและวิธีการนำพลังมวลชนร่วมลดอาชญากรรม ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่พบว่า ผู้นำมีผลสำคัญต่อการสร้างพลังมวลชนเพื่อป้องกันและลดอาชญากรรม เสียงของผู้นำสะท้อนวิธีคิด และวิธีการที่ผู้นำใช้เป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติงาน “ผมเดินดิน ข้าวหม้อแกงหม้อ ผมเอาไปให้เขา เขาก็รู้สึกดี เขาบอกว่าไม่เคยมีผู้กำกับคนไหนทำแบบนี้ แค่นี้ผมก็ได้ใจเขาแล้ว" ผู้กำกับหนุ่มไฟแรง บอกเล่าวิธีการสร้างพลังมวลชน
 
               “พื้นที่รับผิดชอบทั้งใหญ่ทั้งซับซ้อน ปัญหาอาชญากรรมมีโอกาสเกิดขึ้นสูงมาก สายตรวจ กำลังตรวจอยู่ เดี๋ยววิทยุแจ้งมาแล้ว ให้ไประงับเหตุที่โน่นที่นี่ ระงับเหตุเสร็จกลับมาตรวจต่อสักพักวิทยุมาอีกแล้วมีเหตุให้ไประงับอีก มันเป็นอยู่อย่างนี้ แล้วถ้าไม่มีมวลชนมาร่วมจะมีพลังในการป้องกันอาชญากรรมได้อย่างไร”
 
               “ผู้กำกับบางคนเขาอาจมองว่า อาสาฯคือประชาชนชั้นสอง เข้ามาเพื่อหวังผลประโยชน์แอบแฝง ต้องการเพียงแค่แต่งกายตามแบบตำรวจ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเช่นนั้น แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ข้อดีที่มวลชนเข้ามาร่วมงานกับเรามีมากกว่า”
 
               อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในโครงการตำรวจร่วมมวลชนลดอาชญากรรม (ตมอ.) นั้น การคัดเลือกอาสาสมัครเข้ามาปฏิบัติงานร่วมกับตำรวจเป็นขั้นตอนที่จะต้องมีกลวิธีการสร้างประสิทธิภาพในการลดอาชญากรรมมากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับ “ยอดจำนวนคนมาร่วมงานตำรวจแต่เพียงเท่านั้น” อีกทั้งบทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับประชาชนที่มาทำงานร่วมกันในชื่อของ “คณะกรรมการตำรวจร่วมมวลชนลดอาชญากรรม" ก็มิใช่การทำงานในรูปแบบความสัมพันธ์เดิมๆ ที่ตำรวจเป็นผู้สั่งการให้อาสาสมัครไปปฏิบัติตามคำสั่งตามแผนงานของตำรวจด้วย...หากแต่เริ่มต้นด้วยการร่วมคิดวางแผนลดอาชญากรรมเลยทีเดียว
 
               ผู้กำกับแสดงความเห็นว่า “รัฐบาลคิดผิดมากๆ ที่จำกัดและลดอัตรากำลังตำรวจในสภาพสังคมปัจจุบันที่ประชาชนต้องการความปลอดภัยสูงมาก" พลังมวลชนกลายเป็นพลังที่สำคัญที่จะช่วยเราป้องกันและลดอาชญากรรมได้ในสภาพที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีปัญหา อุปสรรคและข้อจำกัดด้านกำลังพล “สำหรับผม สำคัญมาก ผมให้เกียรติประชาชนที่มาร่วมงานกับตำรวจ เขามาช่วยเรา เราต้องดูแลเขา ผมไม่ได้ให้เขาทำงานร่วมกับเราเท่านั้น แต่ผมมีระบบรางวัลให้เขาไม่แตกต่างไปจากตำรวจ ทุกบาททุกสตางค์กลับคืนสู่ระบบหมด นายบางคนอมได้แม้กระทั่งเงินลูกน้อง ผมคิดว่า อาหารของนกกระจอก นกกระจิบ อย่าไปแย่งเขากิน ถ้าเราอยากเป็นราชสีห์”
 
               “ผมปิ๊งมากเลยโครงการนี้ แต่ก่อนมีแต่เทวดาสั่งมา แต่โครงการนี้ให้ความสำคัญกับรากหญ้า พวกผมอยากให้นายๆ ทำความเข้าใจเปิดเลนนี้ให้พวกเราวิ่ง เพราะมันตรงเป้าหมายกับภารกิจของตำรวจในการลดอาชญากรรมมันบูรณาการได้กับหลายๆ โครงการที่มีอยู่แล้ว แต่ ปัญหาอยู่ที่นายจะเปิดใจยอมรับความคิดของคนอื่นหรือเปล่า เพราะวัฒนธรรมองค์กรตำรวจนั้นนายจะคิดใหม่ ทำใหม่ ไม่ต่อเนื่อง นายเขาต้องการแสดงให้เห็นว่า เขาคิดเอง ทำเองได้ ไม่จำเป็นต้องทำตามที่คนอื่นๆ เคยคิดไว้ โรงพักก็เลยมีแต่ทำโครงการไง แล้วพอเปลี่ยนนาย โครงการก็จบ แต่ลองสังเกตดูเถอะ มันก็เหล้าเก่าในขวดใหม่นั่นแหล่ะ”?
 
               หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะสำรวจโครงการต่างๆ ที่หน่วยงานในสังกัดดำเนินการและทำการประเมินผลพร้อมสังเคราะห์จัดหมวดหมู่จะเห็นได้ว่า โครงการต่างๆ ที่ตำรวจได้ทำมานั้นเป็นโครงการที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ขอเพียงเปิดใจยอมรับไม่ยึดติดตัวกูของกูและนำบทเรียนที่ได้มาจัดทำแผนงานกำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนน่าจะเกิดประโยชน์แก่สังคมและสร้างความพึงพอใจแก่ผู้ปฏิบัติงานมากกว่าการสร้างโครงการใหม่ๆ ไม่รู้จบ...เช่นนี้!