
นิรโทษกรรม-ความปรองดอง
นิรโทษกรรม-ความปรองดอง : บทบรรณาธิการประจำวันที่12มี.ค.2556
เหลือเวลาอีกเพียง 1 เดือนเท่านั้นที่สมัยการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยนี้จะสิ้นสุดลง แต่การเร่งเร้าให้ที่ประชุมสภาได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม นั้นกลับรัวเร้าจนส.ส.ใจพรรคเพื่อไทยอย่าง นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ ถึงกับเดินทางไปยื่นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แก่ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา เพื่อให้บรรจุเข้าในระเบียบวาระการประชุมในสมัยประชุมนี้ พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นว่า ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ยื่นให้สภาพิจารณานั้นจะนำมาซึ่งความปรองดองของคนในชาติ
แต่ความเชื่อมั่นของนายวรชัย เหมะ กลับแตกต่างจากคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ วิปรัฐบาลที่เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมนั้นเป็นตัวแทนที่สังกัดพรรคเพื่อไทยที่มีการประชุมกันในช่วงเวลาหลังจากที่นายวรชัย ยื่นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้แก่ประธานรัฐสภา กลับไม่เห็นด้วยกับการเร่งเร้าให้สภา พิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยให้เหตุผลว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ถกเถียงกันจนได้สรุปว่าจะเดินทางไปในทิศทางใด ดังนั้นร่างกฎหมายที่นายวรชัยยื่นต่อสภา ก็คงจะคาไว้เช่นนั้น คงจะไม่ขอเลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อนระเบียบวาระการประชุมอื่น และพรรคเพื่อไทยคงมีการพูดคุยกับนายวรชัยอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เพียรที่จะยื่นร่างกฎหมายนิรโทษกรรม มาหลายครั้ง ล่าสุดเดินคู่ขนานไปกับการขับเคลื่อนของ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคเพื่อไทยที่พยายามเชิญทุกฝ่ายให้มีถกหาข้อยุติว่าจะปรองดองกันอย่างไร แต่ก็มีหลายฝ่ายที่ปฏิเสธจะไปร่วมปรึกษาหารือด้วย แม้ว่าการปฏิเสธที่จะเข้าร่วมประชุมดังกล่าว จะยังไม่ชัดเจนว่าเป็นเหตุให้วิปรัฐบาลลงมติ "ดอง" ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับของนายวรชัย แต่ก็ชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยยังไม่คิดที่จะใช้วิธีการนี้หักหาญที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคเพื่อไทยมีเสียงข้างมาก
แม้ว่าการพูดคุยการหารือจะเป็นแนวทางที่ทุกฝ่ายเชื่อว่า จะนำไปสู่การปรองดอง แต่ทุกฝ่ายก็ต้องชัดเจนในเรื่องของหลักกฎหมาย ขอบเขตของการกระทำ ว่าจะเอาอย่างไร และที่สำคัญ หารเจรจาพูดคุยเพื่อความปรองดองนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ประชุมซึ่งบางฝ่ายยังถูก "สั่ง" ให้ไปร่วมเสียด้วยซ้ำไป ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วบางฝ่ายเป็นเพียงหน่วยงานที่ออกมาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของฝ่ายการเมืองแล้วก็เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นตามสถานการณ์ที่ค่อยๆ พัฒนาจากการยื่นเงื่อนไขไปสู่การตอบโต้กันและกัน
การสร้างความปรองดองให้แก่คนในชาตินั้นไม่ได้มาจากการออกกฎหมาย ไม่ได้มาจากการบังคับ หรือได้มาจากการยื่นเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติตามที่อีกฝ่ายต้องการ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต่างจากการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามแล้วก็เกิดการละเมิดกฎหมายเหมือนเมื่อครั้งที่ผ่านมา ความปรองดองต้องเกิดจากความมุ่งมั่นศรัทธาที่จะหันหน้าพูดคุยกัน ต่างคนต่างฟังเหตุฟังผลซึ่งกันและกัน โดยที่ไม่มีใครไปชักนำหรือยื่นเงื่อนไขให้แก่อีกฝ่ายปฏิบัติตามแต่เพียงฝ่ายเดียว



