
2.2ล้านล้านต้องโปร่งใส
2.2ล้านล้านต้องโปร่งใส : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 11 มี.ค.2556
ระหว่างวันที่ 7-11 มีนาคม รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอันได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม และสำนักนายกรัฐมนตรี ได้จัดแสดงนิทรรศการพระราชบัญญัติเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท หรือ "ไทยแลนด์ 2020" ขึ้น ที่ศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อประชาสัมพันธ์ "เมกะโปรเจกท์" ให้สังคมได้รับรู้และเห็นภาพ อันจะนำไปสู่การนำเสนอร่างพระราชบัญญัติเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาประมาณปลายเดือนมีนาคม หรืออย่างช้าไม่เกินเดือนเมษายน จะเรียกว่า เป็นการโน้มนำให้ประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐสภาเห็นคล้อยตาม เพื่อไม่ให้กฎหมายฉบับนี้ประสบอุปสรรคขวากหนามก็ว่าได้ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยืนยันความจำเป็นที่ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลก้อนนี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องพัฒนาระบบสาธารณูปโภค การจราจรและขนส่งขนานใหญ่ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่กระแสโลกได้เปลี่ยนทิศเบนเข็มมาทางย่านเอเชีย
ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้น้ำหนักไปที่กระทรวงคมนาคมโดยเฉพาะการลงทุนด้านการขนส่งในระบบราง ประกอบด้วย รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ที่กำหนดไว้ 1,621,237 ล้านบาท รองลงมาเป็นระบบถนน เช่น มอเตอร์เวย์ ทางด่วน ขยายถนน 4 ช่องจราจร สะพานต่างระดับ วางไว้ที่ 216,737 ล้านบาท ลำดับที่ 3 ได้แก่ การขนส่งทางน้ำจำนวน 30,277 ล้านบาท ประกอบด้วย เขื่อนป้องกันตลิ่งพัง ท่าเรือปากบารา ท่าเรือสงขลาแห่งที่ 2 ส่วนกรมศุลกากรได้รับการจัดสรรจำนวน 1,2,195 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาด่านต่างๆ ตามตะเข็บชายแดน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,888,446 ล้านบาท
ต้องยอมรับว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ ไม่เพียงเฉพาะเงินก้อนโตเทียบเท่ากับงบประมาณรายจ่ายประจำปีเท่านั้น หากแต่การเขียนรายละเอียดของโครงการ ที่ไปกองรวมอยู่ที่กระทรวงคมนาคมมากถึงประมาณร้อยละ 93 ยิ่งต้องติดตามตรวจสอบกันอย่างใกล้ชิด ด้วยเหตุที่ว่า ที่ผ่านมาหลายรัฐบาล และเป็นเวลายาวนานาน จนเข้าขั้นตำนานไปแล้วนั้น หลายๆ โครงการถูกออกแบบให้เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนและการเมืองทั้งโดยตรง และเข้าไปมีผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างเช่นโครงการรถไฟฟ้า ที่สังคมเพิ่งมารับรู้ในภายหลังว่า ตลอดแนวเส้นทางถูกนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้าไปกว้านซื้อที่ดินดักหน้าเอาไว้นานแล้ว จนเป็นที่ฉงนสงสัยกันทั่วไปว่า นักธุรกิจเหล่านั้น รู้ "พิมพ์เขียว" ได้อย่างไร ขณะที่โครงการก่อสร้างถนนก็จะพบข้อมูลและการร้องเรียนเรื่องการทุจริตแทบไม่เว้นแต่ละวัน
การจัดแสดงนิทรรศการ ที่สาธารณชนสามารถสัมผัสได้แต่เพียงภาพถ่าย แบบจำลอง และตัวเลขที่แสดงเอาไว้บนบอร์ด ซึ่งแม้จะเป็นการแสดงความจริงใจและโปร่งใสในการก้าวเดินระยะแรกๆ จากจุดสตาร์ทเพื่อนำไปสู่การกู้เงินจำนวน 2.2 ล้านล้านบาท ถือว่ายังไม่เพียงพอที่จะทำให้โครงการอภิมหายักษ์ใหญ่ภายใต้การบริหารของกระทรวงคมนาคมน่าเชื่อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะเกิดความโปร่งใสไว้ใจได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐ โดยเฉพาะ 3 หน่วยงานดังกล่าวมา จะต้องชี้แจง "รายละเอียด" ของทุกโครงการต่อสังคมเป็นระยะ พร้อมกับเปิดโอกาสให้องค์กรภายนอก เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าร่วมในกระบวนการตรวจสอบไปพร้อมกัน นอกเหนือจากการอภิปรายซักไซ้อย่างเข้มข้นและต่อเนื่องตามกระบวนการของรัฐสภา



