
มาเลเซียกับนโยบายหน้าไหว้หลังหลอก
มาเลเซียกับนโยบายหน้าไหว้หลังหลอก : บทบรรณาธิการประจำวันที่8มี.ค.2556
นักการเมืองไทยกลุ่มหนึ่งได้ยกย่องสรรเสริญมาเลเซียที่ยอมเป็นกาวใจจัดให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับกลุ่มบีอาร์เอ็นได้เปิดเจรจาในเบื้องต้นจนนำไปสู่การลงนามในกรอบเจรจาเบื้องต้น เพื่อยุติข้อขัดแย้งที่เรื้อรังย่างเข้าปีที่สิบ ขณะที่นักการเมือง นักวิชาการ ตลอดจนสื่อไทยและสื่อตะวันตกบางสื่อ รวมทั้งนายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในฐานะอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ลงนามในข้อตกลงเจรจาเบื้องต้นนั้น เป็นตัวแทนของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบจริงหรือ ในเมื่อรู้กันดีว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้มีอยู่หลายกลุ่มด้วยกัน หนำซ้ำ กลุ่มบีอาร์เอ็นเป็นกลุ่มก่อการเก่าที่สิ้นอิทธิพลบารมีมานานแล้ว แต่กลับได้รับการปลุกผีขึ้นมาอีกครั้ง เห็นได้จากความรุนแรงที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญการเจรจาครั้งนี้ใครเป็นฝ่ายได้ ใครเป็นฝ่ายเสีย
ผู้เชี่ยวชาญปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคเตือนว่ารัฐบาลไทยกำลังเล่นกับไฟ หากยังขืนผลีผลามเปิดเจรจาเพื่อตักตวงประโยชน์ทางการเมืองโดยยังไม่ได้ศึกษารายละเอียดให้รอบคอบ ปล่อยให้กลุ่มบีอาร์เอ็นได้ประโยชน์มากที่สุด เมื่อจู่ๆ ได้เลื่อนสถานภาพจากโจรแบ่งแยกดินแดนให้เป็นที่ยอมรับและมีความชอบธรรมในการเจรจากับรัฐบาล อีกผู้หนึ่งที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่น้อยก็คือนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ฉวยโอกาสสะสมคะแนนนิยมก่อนจะมีการหย่อนบัตรเลือกตั้งในราวเดือนมิถุนายนนี้ ช่วงที่คะแนนเสียงของพรรครัฐบาลมีแต่ลดลงตามลำดับ
นักการเมืองไทยกลุ่มหนึ่งอาจจะกระหยิ่มยิ้มย่องที่สามารถยืมปากของนายราซัคมายกย่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและนักโทษหนีคุกคดีที่ดินรัชดาฯ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงในความสำเร็จครั้งนี้ นายราซัคอาจจะแอบปลาบปลื้มใจที่สามารถหลอกใช้ไทยเป็นเครื่องมือหาเสียงเลือกตั้งว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังมีผลงานโดดเด่นในฐานะกาวใจระดับภูมิภาค ทั้งเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มบีอาร์เอ็น นอกเหนือจากมีส่วนสำคัญในการโน้มน้าวใจให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ยอมเจรจากับกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร ที่ต้องการแยกตัวเป็นอิสระจากภาคใต้ของฟิลิปปินส์
ไม่ทันไร พฤติกรรมหลอกใช้ไทยและฟิลิปปินส์เป็นเครื่องมือหาเสียงทางการเมืองก็ถูกเปิดโปงจากเหตุปะทะกันที่รัฐซาบาห์ ซึ่งมาเลเซียเช่าซื้อจากสุลต่านแห่งซูลู ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์มาเนิ่นนานแล้วพัฒนาเป็นสวนปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่ เมื่อเครื่องบินขับไล่มาเลเซียหลายลำและทหารราบได้เปิดปฏิบัติการโจมตีกลุ่มติดอาวุธราว 100-300 คนซึ่งได้บุกรุกและยึดหมู่บ้านแห่งหนึ่งพร้อมกับอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนของมาเลเซีย ในนามของรัฐสุลต่านแห่งซูลู ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 คน แม้นายราซัคจะแก้ตัวว่าไม่มีทางเลือกอื่น แต่การตัดสินใจของนายราซัคยิ่งสะท้อนถึงพฤติการณ์หน้าไหว้หลังหลอก ไม่มีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี หวังเพียงผลสำเร็จทางการเมืองเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยควรจะคิดให้ดีจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อซ้ำสอง



