คอลัมนิสต์

ชีวิตคนเราสั้นไปเกลียดใครเขาทำไม?

ชีวิตคนเราสั้นไปเกลียดใครเขาทำไม?

06 มี.ค. 2556

ชีวิตคนเราสั้นไปเกลียดใครเขาทำไม? : กระดานความคิด โดยสุทธิชัย หยุ่น http://www.oknation.net/blog/suthichai

               ใครแนะนำผมให้ทำอะไรแล้วมีความสุข ผมเป็นต้องเอามาลองทำดูทั้งนั้น เพราะการลองทำอะไรที่คนอื่นเห็นว่าดี มีความสุข ย่อมทำให้ผมได้บทเรียน...แม้จะทำแล้วไม่มีความสุขเหมือนคนแนะนำ อย่างน้อยผมก็ได้รู้ว่า คนอื่นเขามีความสุขจากกิจกรรมอะไรบ้าง

               เมื่อหลายวันก่อน เห็นหนังสือเล่มหนึ่งชื่อน่าสนใจ “What Should I Do with My Life?” (ตูจะเอายังไงกับชีวิตตัวเอง (ว่ะ)?” ก็บอกตัวเองว่า ทุกคนคงจะมีคำถามอย่างนี้เหมือนกัน และก็คงจะถามตัวเองให้ครบประโยคว่า “ตูจะทำยังไงกับชีวิตตัวเองให้มีความสุข?”

               คนส่วนใหญ่ก็คงจะตั้งคำถามนี้ไปตลอดชีวิต จะหาคำตอบได้หรือไม่ไม่รู้ เพราะแม้จะได้คำตอบบ้าง แต่เพราะความเป็นมนุษย์ที่อยากได้ไม่รู้จบ ก็คงจะไม่พอใจกับคำตอบนั้นๆ ...ต้องแสวงหาต่อไป เพราะนิยามของคำว่าความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และแม้จะเหมือนกัน บางคนก็คงจะคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์จะมีความสุขมากกว่าคนอื่น

               สังคมจึงได้เกิดปัญหาไม่รู้จบอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้

               วันก่อนเห็นหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ชื่อ Life’s Little Detours (ทางอ้อมเล็กๆ ของชีวิต) มีข้อแนะนำเรื่องความสุขหลายข้อที่น่าสนใจคนเขียนเจอมรสุมชีวิตมากมายหลายเรื่อง ตกงาน, เป็นมะเร็ง, และสารพัดปัญหา...ก็จึงรวบรวมบทเรียนแห่งชีวิตมาเล่าต่อให้คนอื่นได้รับรู้เช่น ข้อหนึ่งคนเขียนบอกว่า Life isn’t fair but it’s still good.

               ผมก็เชื่อว่า ถ้ามองชีวิตในแง่บวกก็จะเห็นตรงกันว่า แม้บางครั้งเราจะรู้สึกว่าชีวิตเราเจอกับเรื่องร้ายๆ ไม่เป็นธรรมมากมาย ทำไมคนดีกลับโดนรังแก แต่คนชั่วกลับได้ดี คิดทางลบก็จะหมดกำลังใจที่จะดำรงชีวิตเพื่อทำความดี

               แต่ถ้ามองให้ดีก็จะเห็นว่า แม้บางครั้งจะดูว่าสิ่งที่เราเจอนั้นไม่ยุติธรรมเลย แต่เอาเข้าใจจริงๆ มองไปในหลายๆ มุม ชีวิตก็ยังดีอยู่

               สำหรับเราหากเราเลือกที่จะบอกตัวเองว่า คนทำชั่วนั้นยังไงๆ ในใจเขาก็จะต้องตกนรกอยู่แล้ว ถึงคนอื่นไม่รู้ เจ้าตัวก็รู้ คนรอบข้างก็รู้ และแม้เขาจะร่ำรวยมีตำแหน่งแห่งหนใหญ่โตเพียงใด แต่เขาก็มีความทุกข์ระทม เพราะกลัวว่าวันหนึ่งจะถูกจับได้และต้องติดคุกเสียชื่อเสียเสียง...จะว่าไปนั่นก็คือความเป็นธรรมอย่างหนึ่งของโลกมนุษย์เรา

               ดังนั้น หากเรามุ่งมั่นที่จะทำแต่สิ่งที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์ ไม่รังควานใคร ไม่สร้างปัญหาให้สังคม ทำบุญทำทาน ช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสกว่าเรา เราไม่ต้องรอให้ตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ เพราะทันทีที่เราทำความดีอย่างนั้น เราก็รู้สึกสบายอกสบายใจทันที ไม่ต้องรอให้ใครรับรู้ด้วยซ้ำไปว่าเราทำอะไรให้ใครหรือไม่อย่างไร

               นี่คือ “ความเป็นธรรม” แห่งชีวิตที่เป็นของจริงไม่หลอกลวง

               ใครที่มีเงินมีทอง ทำบุญหวังเอาหน้า ต้องป่าวประกาศให้คนรู้ไปหมด ทำบุญ 100 บาทก็ทำประหนึ่งว่าจ่ายไปเป็นหมื่น คอยดูว่ามีใครรู้หรือเปล่า อยากให้เป็นข่าว เที่ยวหาทางประชาสัมพันธ์ “คุณงามความดี” ของตนเอง เมื่อไม่มีใครรู้ก็ว้าวุ่นใจ ใจจดใจจ่ออยู่ตรงที่ว่า คนอื่นรู้หรือเปล่าว่าตัวเองได้ทำความดีแล้ว

               นั่นคือความทุกข์มหันต์

               เขาคิดว่าเขาทำความดี เขาคิดว่าเขามีความสุข แต่เปล่าเลย ชีวิตของคนอย่างนี้ล้วนแต่มีความทุกข์อย่างยิ่ง เพราะเขาไม่ได้ “ทำความดี” เพื่อให้คนอื่นมีความสุข หากแต่ต้องการจะให้ตัวเองมีความสุข และความสุขของเขาต้องอาศัยว่าคนอื่นต้องรู้ด้วยว่าเขาทำบุญไป

               หากความสุขของคุณต้องอาศัยให้คนอื่นรับรู้และชื่นชม นั่นก็คือความทุกข์ชัดๆ

               ดังนั้นหากคุณยังเชื่อว่า ชีวิตนี้ “ไม่แฟร์” เพราะคุณเห็นความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นในหลายๆ กรณี ก็อย่าได้วุ่นวายใจเลย เพราะภายใต้ “ความอยุติธรรม” ที่คุณเห็นนั้น ก็คือ “ความยุติธรรม” ในทางปฏิบัติ เพราะอย่างไรเสีย คนที่อ้างว่าทำความดีแต่ความจริงหวังผลตอบแทนจากการทำเช่นนั้น ก็จะถูกสังคมจับได้ และในใจของเขาก็จะหาความสุขมิได้

               คำแนะนำอีกข้อหนึ่งในหนังสือเล่มนั้น ที่ผมชอบคือ “Life is too short to waste time hating anyone.” แปลว่า ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะเสียเวลาไปจงเกลียดจงชังใคร

               ข้อนี้ตอบโจทย์ทุกข้อของความทุกข์และความสุขได้จริงๆ...เพราะเวลาที่คนเราใช้ชีวิตอยู่บนโลกนั้นสั้นนัก แต่คนมักแสวงหาความทุกข์ (โดยไม่ได้ตั้งใจ) ก็จะพยายามทำอะไรมากมายหลายอย่างเกินกว่าที่ตัวเองจะรับไหว แต่ก็หนีไม่พ้น “กับดัก” ที่สร้างให้แก่ตัวเอง นั่นคือจะต้องดิ้นรนหาสิ่งที่ตัวเองต้องการให้ได้ ไม่ว่าจะสมเหตุสมผลหรือมีความจำเป็นจริงๆ หรือไม่ก็ตาม

               ความรู้สึกไม่ชอบใคร หมั่นไส้ใคร หรือแค้นเคืองใครนั้น กลายเป็นเรื่องที่ครอบงำความคิดความอ่านของคนไปเกือบตลอดชีวิตก็หนีไม่พ้นว่าจะต้องเกิดความทุกข์ เพราะเวลาที่คุณเกลียดใคร เขาหรือเธอคนนั้นไม่ได้รับรู้อะไรด้วย และคุณเองนั่นแหละที่เป็นทุกข์ เก็บเอาความเกลียดความชังมาอยู่ในอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งก็เท่ากับลงโทษตัวเองเท่านั้นเอง

               ดังนั้น หากคุณรับรู้ว่าชีวิตนั้นสั้นเหลือเกิน คุณก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำให้คุณโกรธหรือเกลียดเขา เพราะนั่นย่อมแปลว่า คุณเสียรู้คนคนนั้น หาความทุกข์ใส่ตัว...ซึ่งถ้าเขาหรือเธอไม่ชอบคุณด้วย ก็จะยิ่งสะใจมากขึ้น

               ซึ่งก็จะทำให้คุณทุกข์มากขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ใช่หรือไม่?