คอลัมนิสต์

เร่งรับมือประชาคมอาเซียน

เร่งรับมือประชาคมอาเซียน

07 มี.ค. 2556

เร่งรับมือประชาคมอาเซียน : บทบรรณาธิการประจำวันที่7มี.ค.2556

               ปัญหาประการหนึ่งของประเทศในเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม ได้มีความพยายามจะแก้ไขให้ช่องว่างในเรื่องนี้แคบลงและให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด ไม่ว่าจะด้วยความเหลื่อมล้ำหรือช่องว่างทางรายได้ การศึกษา สุขภาพ สวัสดิการ ซึ่งหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ศึกษาและหาแนวทางแก้ไข แต่ก็ยังไม่มีผลเท่าที่ควร ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีต รมว.คลัง ได้แสดงปาถกฐาหัวข้อ “ประเทศไทย ณ จุดเปลี่ยน” เนื่องในวันนักข่าว โดยระบุว่าประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 12 ของโลก ที่มีความไม่เท่าเทียมกัน เป็นอันดับ 1 ในเอเชีย เพราะไม่มีงบพอจะดำเนินการเรื่องระบบการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการ มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี และอนาคตข้างหน้าคนแก่ชราจะมากขึ้นเป็นทวีคูณ

               สิ่งหนึ่งที่ส่งผลต่อโอกาสความเท่าเทียม คือ การกระจายอำนาจ ให้ภูมิภาคไปดำเนินการสร้างความเจริญด้านเศรษฐกิจ พัฒนารายได้และส่งเสริมท้องถิ่นตนเองให้เข้มแข็ง แต่กรณีของไทยยังไม่ยอมปล่อยอำนาจออกไปจากส่วนกลาง จนไม่สามารถลดช่องว่างความเท่าเทียมได้ ทำให้การกระจายเศรษฐกิจก็ถูกจำกัดจนขาดการพัฒนา ส่งผลรายได้ไม่ขยับมีผลต่อกำลังซื้อ และที่น่าเป็นห่วงคือ การเมืองได้ใช้นโยบายประชานิยมเข้ามาเพื่อชิงคะแนนนิยม จากช่องว่างความเท่าเทียม รวมทั้งนักการเมืองมีวาระแอบแฝงต้องการประโยชน์ มีการคอร์รัปชั่นเอื้อพวกพ้อง หากเมื่อใดคนในสังคมรู้สึกต้องพึ่งพารออานิสงส์จากนักการเมืองที่จะหยิบยื่นประชานิยมมาให้ ถือเป็นอันตรายต่อสังคมนั้นอย่างมาก

               นอกจากนี้การเปิดประชาคมอาเซียน หรือ เออีซี ก็จะมีผลต่อไทยและทุกประเทศที่เข้าร่วม รวมถึงความเท่าเทียมทางสังคม อยู่ที่ว่าประเทศและผู้นำของชาติใดวางแผนปรับตัวให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ได้เสนองานวิจัยเรื่อง “ผลกระทบของ AEC ต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและช่องว่างทางรายได้” โดยคาดการณ์ว่ามีผลต่อการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอาเซียน แต่แตกต่างกันบ้างว่าประเทศใดได้ประโยชน์กว่ากัน แต่ในทางกลับกัน เออีซี ส่งผลให้มิติด้านช่องว่างทางสังคมระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น สวนทางกับการลดลงของช่องว่างทางเศรษฐกิจ สาเหตุจากการส่งผ่านผลประโยชน์จากด้านเศรษฐกิจไปสู่ด้านสังคมมีมากกว่าในประเทศที่มีรายได้สูง

               ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาคมอาเซียนเมื่อมีประโยชน์ย่อมมีผลลบเกิดขึ้นอีกด้านอย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเตรียมการรับมือให้แก่ประชาชนคนไทย ต้องปรับให้หน่วยงานภาครัฐและข้าราชการมีศักยภาพ รวมทั้งด้านการศึกษา การพัฒนามนุษย์ สวัสดิการ อีกประการคือ ด้านศิลปวัฒนธรรม ซึ่งทุกด้านมีความสำคัญในการที่ไทยจะเข้ารวมกลุ่มเศรษฐกิจอาเซียน แต่ขณะที่ต้องเข้า เออีซี ในปี 2558 แต่การเตรียมการของรัฐบาลยังไม่เข้มข้นเท่าที่ควร จะมีก็เพียงแต่การจัดสัมมนา การวางแผน โดยที่ขาดการสื่อสารต่อประชาชนและภาคเอกชนที่ยังมองภาพไม่ออก ทั้งที่ควรจะเป็นวาระระดับชาติด้วยซ้ำไป การขับเคลื่อนเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ถ้าปรับตัวเตรียมรับมือได้ดีย่อมได้เปรียบ รัฐบาลต้องไม่ละเลยปล่อยประเทศเสียหาย