คอลัมนิสต์

นาจิบกับชนชาติมาเลย์

นาจิบกับชนชาติมาเลย์

05 มี.ค. 2556

นาจิบกับชนชาติมาเลย์ : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

               ต้องชม นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย ที่สามารถชักจูงให้ฝ่ายความมั่นคงไทยเข้ามาร่วมโต๊ะเจรจากับผู้ก่อความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นาจิบ เป็นผู้นำที่กล้าเสี่ยงมาก ครั้งนี้ต้องยอมรับว่า นาจิบ ใจกล้าจริงๆ เอาการเมืองในประเทศไทยโดยเฉพาะความวุ่นวายในสามจังหวัดภาคใต้มาใช้ในบริบทการเมืองภายในประเทศมาเลเซีย ผู้นำคนก่อนรวมทั้ง มหาเธร์ โมฮัมหมัด หรือ บันดาวี ทั้งที่รู้ปัญหาภาคใต้ดียังไม่กล้าเอามาเล่น

               หลังจากมีเซ็นสัญญาการเจรจาสันติภาพ ก็เป็นที่แน่ชัดว่า นาจิบกำลังเตรียมตัวประกาศยุบสภาและเตรียมพร้อมการเลือกตั้งครั้งใหม่ในเร็วๆ นี้ ฉะนั้นอะไรก็ตามที่ทำไปแล้ว สามารถยกระดับหน้าตาของผู้นำหรือพรรคอัมโน ย่อมมีประโยชน์ทั้งสิ้น จึงไม่แปลกในช่วงแถลงข่าวกับ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ นายกฯ นาจิบ สนใจแต่เรื่องของสามจังหวัดภาคใต้และยังขอบคุณ ทักษิณ ชินวัตร อย่างออกหน้าออกตา

               ตามจริง กำหนดการของผู้นำทั้งสองประเทศพบกันครั้งนี้ เพื่อกระชับสัมพันธ์ในทุกรอบด้าน แต่ นาจิบ ให้ความสนใจสามจังหวัดภาคใต้ การกระทำของ นาจิบ ครั้งนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าผู้นำคนนี้พยายามจะเป็น แชม เปี้ยนของชนชาติมาเลย์และปกป้องผลประโยชน์ของชนชาติมาเลย์ในที่ต่างๆ โดยเฉพาะในภาคใต้ของไทย

               ต้องถือว่ากลุ่มนี้และเครือญาติที่อาศัยอยู่ตามชายแดนไทย-มาเลเซียนั้นเป็นฐานเสียง ครั้งนี้ทางพรรคอัมโนกลัวว่าจะแพ้การเลือกตั้งเพราะมีกระบวนการคอร์รัปชั่นไม่ขาดสาย ทำให้เสียคะแนนคนมาเลย์

               ในอนาคตมาเลเซียจะต้องเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของมาเลเซียทั้งหมดแทนที่จะเป็นชนชาติมาเลย์แต่เพียงอย่างเดียว ที่น่าสนใจคือประชาชนกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนหกร้อยกว่าคนในอาเซียนเป็นคนพูดภาษามาเลย์แทบทั้งสิ้น

               แผนการเจรจาสันติภาพในภาคใต้ครั้งนี้ ยังต้องใช้เวลาอีกนานจึงจะสัมฤทธิผล ตอนนี้ยังพูดอะไรได้ไม่มากเพราะฝ่ายก่อความรุนแรงยังไม่ได้ปรากฏตัวออกมาว่าใครกันแน่เป็นผู้นำ ต้องให้แน่ชัดเสียก่อนว่า คนจริงเสียงจริงเป็นใครกันแน่ เผื่อเวลาเจรจาตกลงเรียบร้อยแล้วจะได้นำผลมาไปปฏิบัติทันที

               กระบวนการสันติภาพครั้งนี้ มีผลระยะยาวต่ออาเซียนเป็นอย่างมากในเรื่องการปรองดองและสันติภาพ และทำให้นึกถึงกระบวนการต่างๆ ในเวทีอาเซียน เช่น เออาร์เอฟ เป็นต้น ที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามความขัดแย้งรวมทั้งการแก้ไขปัญหาระหว่างสมาชิกอาเซียนด้วยกัน อดีตที่ผ่านมาการกระทำแบบนี้คงจะเกิดขึ้นลำบาก อาเซียนไม่ชอบแทรกแซงการเมืองภายใน อย่างไรก็ดี มีการยกเว้นเช่นกัน ถ้าคู่กรณีอนุญาตให้ประเทศที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกระบวนการ เช่นอินโดนีเซียเชิญอาเซียนเข้ามาร่วมมีบทบาทในกองกำลังรักษาสันติภาพในติมอร์ตะวันออก

               ถ้าสันติภาพในสามจังหวัดเกิดขึ้นจริงในเร็วๆ นี้ บารมีของ นาจิบ ก็จะเพิ่มสูงขึ้น ภาพลักษณ์ของมาเลเซียยิ่งดีขึ้น บทบาทอาเซียนในการแก้ไขปัญหาภายในก็จะเพิ่มสูงขึ้นเช่นกันเป็นเงาตามตัว