
กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 5 มี.ค.2556
แม้ว่าผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่เสร็จสิ้นลงไปแล้ว จะส่งผลข้างเคียงไปยังสำนักโพลล์หลายสำนักที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่ก่อนวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง ถึงความถูกต้องตามหลักวิชาการ ความน่าเชื่อถือของผลการสำรวจ และการแอบอิงพรรคการเมือง แม้กระทั่งเรื่องผลประโยชน์ที่ได้รับจากฝ่ายการเมือง ทำให้หลังการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสร็จสิ้นเกิดเสียงเรียกร้องให้สถาบันต่างๆ ที่ทำการสำรวจความคิดเห็นทบทวนบทบาทของตนเอง เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถืออันมีผลโดยตรงต่อสถาบันการศึกษานั้นๆ
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าผลการสำรวจความนิยมนั้นจะเชื่อถือไม่ได้เลยเสียทีเดียว เพราะอย่างน้อยยังมีผลการสำรวจคนในภาคอีสานทั้ง 20 จังหวัด ของ "อีสานโพลล์" ของศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ถึงแม้ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็ตาม แต่ผลการสำรวจนั้นก็พบว่า คนในภาคอีสานสนใจความเคลื่อนไหวทางการเมืองในพื้นที่เมืองหลวงของประเทศไทยด้วยเช่นกัน
ผลการสำรวจความนิยมของคนอีสานน่าสนใจตรงที่ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนั้น ไปกระตุ้นความต้องการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ๆ ในพื้นที่ ที่เริ่มมีความเห็นว่า พ่อเมืองที่มาจากการเลือกตั้งน่าจะดีกว่าพ่อเมืองที่มาจากการแต่งตั้งตามระบบราชการ โดยให้เหตุผลว่า ซื่อสัตย์และมีความรับผิดชอบในการพัฒนาจังหวัดที่น่าจะดีกว่า และยังออกนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ถึงแม้จะมีบางส่วนที่เห็นว่า นักการเมืองโกงกินมากกว่าข้าราชการก็ตามที นั่นย่อมเป็นสัญญาณที่ส่งไปยังรัฐบาลว่า ไม่นานจากนี้ การเรียกร้องให้กระจายอำนาจจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
ปัจจุบันมีการเปรียบเทียบขนาดประชากรและขนาดของระบบเศรษฐกิจในหลายจังหวัดว่ามีศักยภาพมากพอที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด หรือจัดให้เป็นเขตปกครองพิเศษ อย่างเช่นกรณีเมืองพัทยาได้หรือไม่ ก็พบว่า มีหลายจังหวัดน่าจะมีศักยภาพมากพอ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต สงขลา ปัตตานี อำนาจเจริญ ขอนแก่น เชียงราย แม่ฮ่องสอน นครราชสีมา เพื่อให้จังหวัดเหล่านั้นมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการแผน และงบประมาณโดยที่ไม่ต้องรอให้ส่วนกลางสั่งการลงไปก่อน
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีขึ้นครั้งแรกในปี 2518 ส่วนเมืองพัทยาเป็นเขตปกครองพิเศษตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา 2521 และปรับปรุงในปี 2542 ให้มีการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาโดยตรง กำหนดให้อยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี เช่นกัน แต่หลังจากพัทยามีนายกเมืองที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงแล้ว ก็ไม่มีจังหวัดใด หรือเมืองใดถูกยกระดับการกระจายอำนาจให้เป็นเขตปกครองพิเศษ หรือให้มีการเลือกพ่อเมืองโดยตรงอีกเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ต่างก็ยอมรับกันว่า การกระจายอำนาจ ให้การบริหารและการตัดสินใจแก่ตัวแทนประชาชนในระดับท้องถิ่นนั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลกลางยอมรับกันทั่วโลก และการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ ก็น่าจะปลุกกระแสการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นขึ้นมาอีกครั้ง



