
ปาหี่'สันติภาพ'สุมไฟใต้
ปาหี่'สันติภาพ'สุมไฟใต้ : บทบรรณาธิการประจำวันที่3มี.ค.2556
ความพยายามนำสันติสุขกลับคืนสู่จังหวัดชายแดนใต้หลังจาก พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ลงนามความร่วมมือในกระบวนการพูดคุยสันติภาพกับนายฮาซัน ตอยิบ หัวหน้าฝ่ายประสานงานต่างประเทศขบวนการบีอาร์เอ็น กำลังถูกท้าทายอย่างยิ่งจากหลายฝ่ายที่ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการพูดคุยทำความเข้าใจถูกคนหรือไม่ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่ากลุ่มก่อความไม่สงบในชายแดนภาคใต้นั้น มีหลายกลุ่ม และการพูดคุยกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เราเห็นว่าเป็นตัวแทนนั้น อาจจะอันตรายเกินไปและเป็นการสุมไฟใต้ให้ลุกโชนขึ้นได้
เพียงชั่วข้ามคืนบททดสอบของการเจรจาก็ประจักษ์ให้เห็น จากเหตุจักรยานยนต์บอมบ์และคาร์บอมบ์ 2 จุด ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส ในช่วงเช้าและเที่ยงของวันที่ 1 มีนาคม ถึงแม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะมองว่าเป็นเหตุการณ์รุนแรงรายวันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเจรจาสันติภาพที่เสร็จไปหมาดๆ และเพิ่งจะเริ่มพูดคุยกันไม่ได้หมายความว่าเป็นการหยุดเหตุได้ทันทีก็ตาม แต่ความรู้สึกของหลายฝ่ายเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ผู้นำประเทศของเราเจอลองของจากแนวร่วมตัวจริงเสียงจริงเข้าให้แล้ว
เหมือนกับหนังม้วนเดียวกันในต้นปี 2555 ที่ผ่านมา หลังปรากฏข่าวว่ามีอดีตนักการเมืองคนสำคัญคนหนึ่งของไทยไปพบปะกับแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็นเพื่อหาหนทางพูดคุยเพื่อสันติภาพ ก็ได้เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างฉับพลันของผู้ไม่หวังดีทันที 2 จุดใหญ่ด้วยคาร์บอมบ์ ที่โรงแรมลี การ์เดนส์ พลาซ่า หาดใหญ่ และกลางเมืองยะลา ละครฉากนั้นได้แสดงให้เห็นความผิดพลาดอย่างชนิดผิดฝาผิดตัว เช่นเดียวกับครั้งนี้ ที่กองทัพเองยังตั้งตัวไม่ทันกับปฏิบัติการของรัฐบาลชนิดรวดเร็วฉับไว
หากจะบอกว่า การลงนามครั้งนี้เป็นความล้มเหลวหรือจะเป็นการส่งสัญญาณว่าสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้จะดีขึ้น ก็คงจะเร็วเกินไปที่จะพูด แต่ก็นับเป็นความพยายามของทั้ง 2 ฝ่ายในการกลับเข้าไปพูดคุยกันใหม่ เพียงแต่ทำให้เป็นระบบมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเรามีกระบวนการในการพูดคุยกับกลุ่มแกนนำในหลายกลุ่มอยู่แล้วในพื้นที่ แต่ชะงักงันไป หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล อีกทั้งขบวนก่อการร้ายใน 3 จังหวัดภาคใต้พยายามยกระดับจากปัญหาภายในประเทศขึ้นเป็นปัญหาสากลมาโดยตลอด แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะยุทธวิธีใช้ความรุนแรงในการฆ่าผู้บริสุทธิ์ทั้งพุทธและมุสลิมยากที่สากลจะรับได้
ทุกฝ่ายยอมรับถึงแนวทางยุติความรุนแรงและแสวงหาความสงบสุขจะต้องใช้แนวทางสันติวิธีเท่านั้น และการพูดคุยเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่สำคัญรัฐบาลต้องมีความจริงใจที่จะนำความสงบสุขคืนให้บ้านเมืองและคนใต้ ไม่ใช่วางแผนซ่อนเร้นผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องโดยใช้ชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องคนในพื้นที่เป็นตัวประกัน ขณะที่รัฐบาลเองก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่า ขบวนการมีอยู่กี่กลุ่มกันแน่ และแนวร่วมที่เคลื่อนไหวในชายแดนภาคใต้มีจำนวนมากน้อยแค่ไหน ฟังคำสั่งของใคร และปรัชญาในการเคลื่อนไหวคืออะไร เพระหากประเมินสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ผิดพลาดจากความเป็นจริง จะยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์ในพื้นที่ ซึ่งกลุ่มขบวนการเริ่มก่อตัววางแผนปฏิวัติแบ่งแยกดินแดนให้ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก



