
นาร้างความตายทั้งเป็นของสังคม
นาร้างความตายทั้งเป็นของสังคม : กระดานความคิด โดยสมบูรณ์ บัวหลวง [email protected]
นาร้างที่ปัตตานีหรือเป็นต้นเหตุหนึ่งในความตายของปราชญ์ชาวนาไทยจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ในสื่อต่างๆ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ความรุนแรงที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาและต่อเนื่อง ไม่อยากให้เหมารวมว่า เป็นเหตุการณ์ความมั่นคงเพียงสถานเดียว บริบทความรุนแรงแต่ละกรณี สมควรจะต้องแยกให้ออกว่า มันมีความเป็นมาเป็นไปและรากเหง้าที่ควรจะนำมาพิจารณาว่า มันน่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่อย่างไร
จากการลงพื้นที่ทำงานกับประชาชน ตามกระบวนการพัฒนาที่ยึดแนวคิดที่มั่นคงมาโดยตลอดว่า “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ในการพัฒนา สำเร็จบ้าง ล้มลุกคลุกคลานบ้างและล้มเหลวก็มีไม่น้อย แต่ก็มุ่งมั่นในฐานะ ต้องมารับผิดชอบในหน้าที่ มีกรณีที่น่าสนใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงปีประมาณ 2525 คือ 30 กว่าปีที่ผ่านมา ได้รับการร้องขอจากประชาชน ในพื้นที่ลุ่มน้ำปัตตานี ว่าพวกตนต้องการให้มีกิจกรรมทางเกษตรกรรมเพื่อเพิ่มรายได้ เมื่อได้เข้าไปสำรวจพื้นที่แล้ว ปรากฏว่ามีสิ่งก่อสร้างมากมาย แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ใช้ประโยชน์มากนัก เห็นแต่เพียงกำนันและลูกบ้านอีกหนึ่งคน กำลังไถพรวนดินเพื่อทำการเพาะปลูก เมื่อได้พูดคุยได้ความว่า ในพื้นที่หาคนหนุ่มสาวยากมาก เพราะออกไปทำมาหาเลี้ยงชีพนอกพื้นที่ สาเหตุเพราะนาแล้ง น้ำไม่ค่อยมีจะทำไร่ปลูกข้าวโพดหรือมะระ(ซึ่งเป็นแหล่งปลูกที่สำคัญในพื้นที่)ก็ไม่สามารถจะทำได้ เพราะความแห้งแล้ง ทั้งๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำนัก
หลังจากนั้นได้ขออนุญาตจากกำนัน เดินลัดเลาะตามคันนาหาชาวบ้าน เพื่อที่จะพูดคุยประดับความรู้ สภาพที่พบเห็นคือ มีแต่คนแก่เฒ่าและเด็กเล็กๆ วิ่งเล่นอยู่อย่างสนุกสนาน จากการพูดคุย ผู้อาวุโสได้อธิบายถึงพื้นที่ในหมู่บ้านของตนว่ามันเกิดอะไรขึ้น เมื่อมีโครงการชลประทานปัตตานีเข้ามาว่า...“เมื่อก่อนตอนยังไม่มีโครงการชลประทานปัตตานี ชาวบ้านสามารถพึ่งพาฟ้าฝน ที่พระองค์อัลลอฮ.ประทานตามฤดูกาล จะแล้งบ้าง จะท่วมบ้าง เป็นเรื่องปกติ ตามแต่ริสกี(ผลตอบแทนและความทรงโปรดของพระองค์อัลลอฮ.ที่จะมอบให้) แต่เราชาวนายังมีข้าวเก็บไว้ในยุ้ง ไว้กินในครอบครัวได้ อย่างน้อยๆ มีข้าวให้กินได้ทั้งปี... ตั้งแต่มีคลองชลประทาน เราไม่สามารถทำนาได้อีกเลย เหตุนี้เองที่ลูกหลานของเราต้องทิ้งบ้านห่างครอบครัว ไปหางานทำในประเทศมาเลเซีย ไม่มีใครอยากจะทิ้งบ้าน ทิ้งให้ไร่นาร้างเช่นนี้หรอก เพราะคนมลายูที่นี่เหมือนกับคนไทยที่อื่น ที่มีข้าวเป็นอาหารหลัก แต่เมื่อสภาพที่นาของเราเป็นเช่นนี้ ทุกวันเราต้องหาเงิน ต้องใช้เงิน เพื่อเลี้ยงครอบครัว ต้องส่งลูกเรียนหนังสือ คุณตาได้กล่าวต่อไปว่า...เราไม่อยากให้ลูกหลานลำบากเหมือนเรา แต่สภาวะจำยอม ที่ลูกหลานของเราต้องทิ้งบ้านทิ้งนา มันไม่ใช่ความผิดของเราเลยมิใช่หรือ..?” เขากล่าวพร้อมขมวดเป็นคำถาม
เมื่อมีการตรวจสอบจากข้อมูลของกรมชลประทาน ปรากฏว่าโครงการชลประทานปัตตานี ได้เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2511 นับถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 45 ปี กว่าหนึ่งชั่วอายุคน ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี มีนาร้าง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากความล่าช้าในการก่อสร้างโครงการ จากงานวิจัย (ดร.สมบูรณ์ เจริญจิระตระกูล และคณะ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่) พบว่า นาร้างที่ราชการระบุในปี พ.ศ 2548 จังหวัดปัตตานี มีพื้นที่นา 323,786 ไร่ เป็นพื้นที่นาร้าง 61,906 ไร่ หรือร้อยละ 19.12 แต่ในขณะเดียวกันตัวเลขของนักวิจัย กลับพบว่า… “ตัวเลขนาร้างในจังหวัดปัตตานีสูงถึงร้อยละ 40 ของพื้นที่ทำนาทั้งหมด หรือพื้นที่นาถูกทิ้งร้างถึง 129,514 ไร่” สาเหตุหลักที่งานวิจัยได้ค้นพบ คือเหตุผลก่อให้เกิดปัญหานาร้าง คือ “พืชเศรษฐกิจตัวอื่นให้ผลตอบแทนดีกว่า การอพยพไปทำงานต่างถิ่นทั้งในและต่างประเทศ น้ำท่วมขังที่นาที่เกิดจากคันคลองส่งน้ำชลประทาน และพื้นถนนที่ยกสูง การขายที่นาให้นายทุน และทัศนคติของชาวนาที่มีต่อการทำนาแย่ลง”
การมีโครงการฟื้นฟูที่นาร้างโดยรัฐบาล ผ่านศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นแนวคิดที่ดี จะต้องเข้มแข็งและเดินหน้าต่อไป แต่จะต้องมีการทบทวนกระบวนการและการนำเสนอ แก่ประชาชนในมิติที่ลึกซึ้ง ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะลักษณะการทำโครงการของรัฐโดยส่วนใหญ่ มักจะคิดอยู่เสมอว่า คิดดีแล้วก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร หากคิดให้ลึกยิ่งเป็นโครงการดีๆ ยิ่งต้องสร้างและมีกระบวนการนำเสนอให้ลึกซึ้งมากขึ้น เพราะความเชื่อมั่นและความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนกับรัฐ มันเดินอยู่บนเส้นด้ายที่บอบบางเหลือกำลัง...?



