
วาระซ่อนเร้น วาระรถเมล์ 6 หมื่นล.
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าไม่ขัดข้องหากคณะรัฐมนตรีจะเลื่อนโครงการรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันออกไป หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้สำนักงบประมาณ
และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ศึกษาเรื่องนี้ แต่ยังไม่ได้ข้อยุติ ในขณะที่นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ย้ำว่า เขาจะนำเรื่องนี้เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพุธ (3 มิ.ย.) นี้อย่างแน่นอน ไฉนนักการเมืองในกลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ จึงผลักดันเรื่องนี้จริงจัง ต่อเนื่อง นับจากรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนมาถึงรัฐบาลนี้ นี่ย่อมเป็นคำถาม
โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี ปรากฏขึ้นในสังคมไทย เมื่อนายสมัคร สุนทรเวช พยายามแสดงราคาของนักการเมืองมีวิสัยทัศน์ ขายความคิดโครงการเช่ารถเมล์ เอ็นจีวี 7,000 คัน มูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท ในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" จากนั้นก็มีเสียงคัดค้านกระหึ่มจากทุกทิศทาง รวมทั้งสหภาพองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อครั้งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็โจมตีโครงการนี้อย่างหนักหน่วง ด้วยเหตุผลเงื่อนงำหลายประการ ที่อาจเอื้อประโยชน์ให้นักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แนวคิดเช่นนี้เอง นำมาสู่กฎเหล็ก 9 ข้อ ว่าด้วยการห้ามทุจริต ในทันทีที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เริ่มทำงาน
ไม่ว่าโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวีจะส่อไปในทางทุจริตหรือไม่ แต่ภาพความไม่โปร่งใสของโครงการก็เป็นเรื่องที่จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะเมื่อเป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทยที่กล่าวให้ถูกต้อง ก็คือพรรคการเมืองภายใต้เงาของนายเนวิน ชิดชอบ บุคคลผู้มีคุณูปการอย่างยิ่งในการก่อเกิดรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ราวปาฏิหาริย์ ความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจและผลประโยชน์ระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายเนวิน ชิดชอบ นี่เอง ที่เป็นที่จับตามองของสังคม นอกจากการจัดสรรตำแหน่งสำคัญให้กลุ่มเพื่อนเนวิน เมื่อจัดตั้งรัฐบาลแล้ว
โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ที่มีการปรับลดราคากลางมาอยู่ที่ 67,992 ล้านบาท ของกระทรวงคมนาคม และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นผลประโยชน์เฉพาะคนกรุงเทพฯ แต่เป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์จากการจัดซื้อ จัดจ้าง ด้วยวงเงินค่าเช่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท เทียบได้กับครึ่งหนึ่งของงบประมาณในการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ย่อมไม่อาจให้ผ่านไปได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จักต้องแสดงความกล้าหาญในเชิงจริยธรรม ในการตัดสินใจยกเลิกโครงการ ไม่เพียงแสดงท่าทีละล้าละลัง โยนกลองให้หน่วยงานอื่น เพื่อซื้อเวลา เพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ย่อมประจักษ์อยู่แก่ใจแล้วว่า หากยอมกลืนเลือดครั้งนี้ หายนะเท่านั้น



