คอลัมนิสต์

ตำรวจ(ปก)ครองเมือง?

ตำรวจ(ปก)ครองเมือง?

27 ก.พ. 2556

ตำรวจ(ปก)ครองเมือง? : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

              “ผมไม่รู้ว่าคนกรุงเทพฯ ต้องการอะไร? ผมรู้แต่ว่าผมต้องการเอาตัวผมเองออกจากกรุงเทพฯให้เร็วที่สุด” จ่าตำรวจตอบคำถามที่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่ไม่ดีนักต่อการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง...ภาวะจำใจอยู่มากกว่าที่จะอยู่กรุงเทพฯ อย่างมีความสุข
 

              ถึงแม้ว่ากรุงเทพฯ จะเป็นพื้นที่ที่เคยถูกตั้งคำถามจากคนในจังหวัดอื่นๆ ว่า “ทำไมคนกรุงจึงได้สิทธิ์พิเศษเหนือประชาชนในจังหวัดอื่น ภาคอื่นอยู่ตลอดเวลา”?

              งบประมาณสำหรับการบริหารจัดการให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองสวรรค์นั้นมีจำนวนมากและสามารถดำเนินการได้อย่างคล่องตัวมากกว่าการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ดังนั้นภารกิจของหน่วยงานที่ผู้ว่าฯ กทม.ให้ความสำคัญย่อมมีทรัพยากรในการสนับสนุนที่ดี หากเป็นเช่นนั้น หากสมมุติว่าผู้ว่าฯ กทม.ให้ความสำคัญกับภารกิจตำรวจก็อาจทำให้ตำรวจนครบาลมีงบประมาณในการทำงานที่สะดวกคล่องตัว และเพียงพอในการบริหารจัดการงานตำรวจมากขึ้นโดยมิต้องหาเงินด้วยวิธีการต่างๆ นานามาทำงาน อย่างที่รับรู้กันว่าปัญหาสำคัญในการทำงานของตำรวจ คือปัญหาการบริหารจัดการงบประมาณ ทั้งในแง่ของการไม่มีงบประมาณ ความยุ่งยากในการเบิกจ่ายงบประมาณ และความเสี่ยงในการใช้งบประมาณ
 

              "เรื่องมาก ยุ่ง แล้วก็มีแต่ปัญหา เลยไม่มีใครอยากไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องงบ” นายตำรวจเล่าให้ฟังถึงการบริหารจัดการด้านงบประมาณที่ผ่านมา...เรื่องสำคัญแต่ไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่ง จนกลายเป็นหากมีศักยภาพก็หาเงินทำงานเองกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้วัฒนธรรมการสั่งแห้ง (สั่งงานโดยไม่มีงบประมาณ) ในโลกของตำรวจเข้มแข็งมากขึ้น รวมถึงส่งผลให้ตำรวจติดกับดักเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมอุปถัมภ์และมีความเลวร้ายอย่างมากเนื่องจากกลุ่มบุคคลที่อุปถัมภ์ค้ำจุนตำรวจนั้นล้วนหวังประโยชน์จากตำรวจ เนื่องมาจากตำรวจมีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย...นี่คือสาเหตุหนึ่งที่สร้างความบิดเบี้ยวในกระบวนการยุติธรรม

              "ถ้าตำรวจไปขึ้น (เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา) กับนักการเมือง ตำรวจก็จะกลายเป็นเครื่องมือของนักการเมืองเต็มตัว” นายตำรวจแสดงความเห็นแย้งที่จะให้ตำรวจอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของผู้ว่าฯ กทม. หรือรับการสนับสนุนจากผู้ว่าฯ
 

              “อ้าว...แล้วตอนนี้ตำรวจไม่ได้ขึ้นกับนักการเมืองหรอกเหรอ?” ผู้กำกับชวนคิด พร้อมแสดงข้อมูลการแต่งตั้งโยกย้ายในห้วงเวลาที่ผ่านมาแต่ละยุคแต่ละสมัยที่แสดงให้เห็นว่า...สายการเติบโตสู่ยอดพีระมิดของผู้นำตำรวจแต่ละระดับแต่ละยุคสมัยนั้นสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า...ความก้าวหน้าของตำรวจเกี่ยวพันกับการแสดงอัตลักษณ์ให้เห็นว่าเป็นคนของใคร ขั้วการเมืองใดที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

              “ในเมื่อตำรวจแยกไม่ออกจากการเมืองอยู่แล้ว การให้ผลงานของตำรวจเป็นเกณฑ์ในการชี้ความพอใจของประชาชนที่มีต่อการบริหารงานของฝ่ายการเมืองด้วย...หากประชาชนไม่พอใจเขาจะได้ไม่ต้องเลือกเข้ามาอีก อย่างนี้ก็จะทำให้ฝ่ายการเมืองให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมสนับสนุนประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจ สนับสนุนทรัพยากรในการทำงานด้านความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากยิ่งขึ้น...” นายตำรวจแสดงความเห็นเพื่อชวนมองการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารจัดการตำรวจที่ทำงานในเขตกรุงเทพมหานครด้วยความหวังว่าจะ ใช้เสียงของประชาชนเป็นแรงกดดันให้ผู้ที่มีอำนาจในการบริหารจัดการเห็นความสำคัญในการสนับสนุนงานตำรวจ อย่างเต็มที่มิใช่ปล่อยให้ทำงานในสภาพที่ไม่แตกต่างจากคนอดมื้อกินมื้อ? ประชาชนกดดันไม่เลือกผู้ว่าฯ ได้แต่ประชาชนกดดันไม่เอาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่ได้?!?
 

              “ที่พูดอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่า จะเชียร์ให้ตำรวจเป็นผู้ว่าฯ ครองเมืองนะ...ผู้ว่าฯ เคยเป็นตำรวจกับการเปลี่ยนแปลงให้ฝ่ายการเมืองให้ความสำคัญ และสนับสนุนการทำงานตามภารกิจของตำรวจเป็นคนละเรื่องกัน” นายตำรวจเคลียร์ความเข้าใจกับกลุ่มผู้ฟัง พร้อมแสดงเหตุผลเพิ่มเติม “ตำรวจก็คงเหมือนกับคนอื่นๆ แหละ ที่อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า...ตำรวจจะได้อะไรจากผู้ว่าฯ ที่มาจากตำรวจหรือผู้ว่าฯ ที่ไม่เคยเป็นตำรวจ? และไม่ได้หมายความว่าผู้ว่าฯ ที่มาจากตำรวจจะเข้าใจและพัฒนาตำรวจได้ดีกว่าคนที่ไม่เป็นตำรวจเสมอไป แต่ที่แน่ๆ คือ ถ้าผู้ว่าฯ ให้ความสำคัญต่องานตำรวจจะทำให้ประชาชนมีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินมากขึ้น” นายตำรวจจริงจังทั้งน้ำเสียงและสีหน้าท่าทาง  “ตำรวจหลายๆ คนก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการบริหารงานตำรวจ สนใจแต่การสร้างภาพและความก้าวหน้าส่วนตน” ผู้กำกับแสดงความเห็นสนับสนุน

              “มิได้หมายความว่าอยากได้อะไรเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่อยากเห็นทางออกของการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานตามภารกิจของตำรวจให้ประชาชนพึงพอใจมากที่สุด” นายตำรวจกล่าวย้ำเป้าหมายของการแสดงความเห็น
 

              ...อย่าลืมว่ากรุงเทพฯ โจรชุมไม่น้อยกว่ารถติด ปัญหาอาชญากรรมมีความรุนแรงและซับซ้อน ในขณะที่ตำรวจนครบาลได้ชื่อว่าเป็นตำรวจไทยที่มีฝีมือขั้นเทพ ดังนั้น หากได้รับการสนับสนุนจากระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพย่อมทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองในฝันที่น่าอยู่...จนไม่คิดที่จะหนีออกจากกรุงเทพฯ ถ้ามีโอกาส !!?!