คอลัมนิสต์

กองทัพ-กต.ข้องใจ'โอ๋'ต้องมนต์เขมร

กองทัพ-กต.ข้องใจ'โอ๋'ต้องมนต์เขมร

27 ก.พ. 2556

กองทัพ-กต.ข้องใจ 'โอ๋'ต้องมนต์เขมร : ขยายปมร้อน โดยทีมข่าวความมั่นคงและนันทิดา พวงทอง

              อันที่จริงแล้ว การนัดพบปะหารือกันระหว่าง พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ของไทย กับ พล.อ.เตีย บัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของกัมพูชา ไม่ใช่เรื่องที่น่าติดใจ เพราะตามธรรมเนียมปฏิบัติ รมว.กลาโหมทั้งสองประเทศก็พบปะหารือเพื่อกระชับสัมพันธ์ และหาแนวทางแก้ปัญหาชายแดนกันเป็นประจำอยู่แล้ว

              แต่การพบปะกันระหว่าง พล.อ.อ.สุกำพล กับ พล.อ.เตีย บัน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กลับต่างจากการพบปะกันตามธรรมดาเช่นทุกครั้ง เพราะเหตุ 2 ประการ คือ 1.เป็นการนัดพูดคุยกันบน "ปราสาทพระวิหาร" โดยที่ฝ่ายกัมพูชายืนกรานจะคุยกันเฉพาะที่นี่เท่านั้น และ 2.เป็นการนัดพบกันก่อนที่ "ศาลโลก" จะเริ่มพิจารณาคดีเพียงเดือนเศษๆ

              การเลือกที่จะโอนอ่อนผ่อนตามกัมพูชาที่จำเพาะเจาะจงให้ไปคุยกันบนพื้นที่พิพาท ถูกมองว่าเป็นท่าทีที่ "เสียศักดิ์ศรี" บนเวทีระหว่างประเทศอย่างมาก ซึ่งไม่เฉพาะประชาชนทั่วไป และขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นที่รุมสับไม่มีชิ้นดี เพราะแม้แต่กองทัพและเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศก็แปลกใจ และไม่พอใจท่าทีของ พล.อ.อ.สุกำพล เช่นกัน

              เริ่มจาก "กองทัพ" ที่มองว่า ท่าทีของ รมว.กลาโหมไทย "ไม่ส่งผลดี" ต่อการพิจารณาคดีในศาลโลกแม้แต่น้อย ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายทหารได้ทักท้วงมาตลอดไม่ให้ไปประชุมบนปราสาทพระวิหารตามคำขอของฝ่ายกัมพูชา และเชื่อว่า เรื่องนี้น่าจะมี "วาระซ่อนเร้น" ของฝ่ายกัมพูชาเพื่อแสวงหาข้อได้เปรียบในการสู้คดีในศาลโลก

              "เรื่องนี้ทหารไม่ได้ทักท้วงเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังรวมถึง นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ในฐานะหัวหน้าคณะต่อสู้คดีปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งก็มีการท้วงติงเหมือนกันว่า การพบกันในครั้งนี้ไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยเลย" วงในกองทัพเผยถึงท่าทีของทีมต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารที่มีต่อ พล.อ.อ.สุกำพล

              ไม่เพียงแค่นั้นทั้ง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก หรือแม้แต่ทหารที่รับผิดชอบในพื้นที่ก็ทักท้วงทั้งหมด

              "รายงานข่าวแจ้งว่าการเดินทางขึ้นไปพบกันในครั้งนี้เป็นการเข้าพื้นที่ทางด้านข้างของปราสาท ไม่ได้เข้าไปทางประตูเหล็กที่ปิดกั้นอยู่ ซึ่งทำให้เกิดภาพไม่ดี เหมือนกับไทยไปขอร้องทางกัมพูชาเพื่อให้เกิดการพูดคุยกัน" วงในกองทัพคนเดิม กล่าวตั้งข้อสังเกต

              เขามองว่า ภาพที่ไทยเข้าไปพบกับกัมพูชาบนพื้นที่ที่กัมพูชาพยายามแสดงตัวเป็นเจ้าของ ทำให้กัมพูชาสามารถหยิบไป "ใช้ประโยชน์" ได้เลย ทั้งที่ความจริงแล้วสามารถพูดคุยกันที่ไหนก็ได้ เหตุใดกัมพูชาถึงเจาะจงเลือกปราสาทพระวิหาร

              แต่ รมว.กลาโหม ก็ไม่ฟัง และยังเดินทางไป แม้จะมีความพยายามเปลี่ยนสถานที่พูดคุยมาเป็น จ.อุบลราชธานี และ จ.สุรินทร์ แต่ พล.อ.อ.สุกำพล ก็ยังยอมไปพูดคุยกันบนปราสาทพระวิหาร

              ทั้งนี้ ฝ่ายกองทัพมองด้วยว่า ศาลโลกเป็น "ศาลการเมือง" ไม่ใช่ศาลที่ตัดสินคดีความโดยทั่วไป ดังนั้นท่าทีของคู่ความแต่ละฝ่ายจึงต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่อีกฝ่าย แต่มองในแง่ดี ศาลอาจไม่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ได้วางเค้าโครงไว้แต่เดิม

              "หากพิจารณาเฉพาะการปฏิบัติที่ผ่านมาของกัมพูชา ทั้งเรื่องการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล หรือคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เรื่องนี้คงไม่จำเป็นต้องพูด เพราะทุกอย่างฟ้องจากการกระทำของเขาอยู่แล้ว เพราะข่าวถูกเผยแพร่ไปอย่างชัดเจน และหากไม่พูดถึงเรื่องการเดินทางไปของ รมว.กลาโหมในครั้งนี้ โอกาสที่เราชนะมีค่อนข้างสูง"

              อย่างไรก็ตาม วงในกองทัพยืนยันว่าข้อมูลที่ฝ่ายไทยมีอยู่มีน้ำหนักและหลักฐานเหนือกัมพูชาอยู่มาก ส่วนเรื่องขอบเขตของตัวปราสาทที่กัมพูชายื่นให้ศาลโลกตีความโดยใช้แผนที่อัตราส่วน 1 ต่อ 200,000 เพื่อให้ศาลตัดสินว่าพื้นที่รอบตัวปราสาทเป็นของเขา แต่ศาลโลกไม่ได้มีอำนาจตัดสินในเรื่อง "เขตแดน" ซึ่งแม้ว่ากัมพูชาจะยื่นเรื่องนี้เข้าไป แต่ศาลก็คงดึงออก และไม่ยอมตัดสินแน่

              ส่วนเรื่อง "พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร" กัมพูชาได้ยื่นไปพร้อมการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่ฝ่ายไทยยืนยันว่า เรื่องเขตแดนยังมีปัญหาอยู่จำเป็นจะต้องให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ "เจบีซี" เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาตามกลไกทวิภาคีก่อน

              ขณะที่ท่าทีของเจ้าหน้าที่ระดับสูงใน "กระทรวงการต่างประเทศ" ก็สอดคล้องกับฝ่ายทหาร โดยมองว่า การนัดพบปะพูดคุยบนปราสาทพระวิหารอาจเป็นหลักฐานที่กัมพูชานำไปอ้างอิงในการต่อสู้คดีในศาลโลกได้

              "มีการหยิบยกกรณี พล.อ.อ.สุกำพล ไปเทียบเคียงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ก่อนการตัดสินคดีของศาลโลกเมื่อปี 2505 เมื่อครั้งที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จไปยังปราสาทพระวิหารและขออนุญาตฝรั่งเศสพักค้างคืน 1 คืน ซึ่งภายหลังกัมพูชาได้ใช้เป็นหลักฐานว่า ไทยยอมรับอำนาจอธิปไตยของเขาทำให้ตัวปราสาทตกเป็นของกัมพูชา"

              อย่างไรก็ตาม เขามองว่า กรณีนี้หากเป็นการพูดคุยกันบนตัวปราสาทคงไม่ส่งผลกระทบอะไร เพราะศาลโลกได้ตัดสินให้เป็นของกัมพูชาไปแล้ว แต่ต้องระวังการเข้าไปใน "พื้นที่ทับซ้อน" รอบตัวปราสาท รวมทั้งท่าทีของรมว.กลาโหม ในการเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อไม่ให้กัมพูชาใช้เป็นหลักฐานในการอ้างอิงเรื่องเขตแดนว่า บุคคลระดับสูงของไทยยอมรับในอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา

              นอกจากนี้ เรายังมีบันทึกข้อตกลงปี 2543 หรือเอ็มโอยู 43 เป็นกรอบในการดำเนินการร่วมกันอยู่ ซึ่งเมื่อฝ่ายกัมพูชาละเมิดเอ็มโอยู 43 เราก็ได้ประท้วงตลอด ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีหลักฐานชัดเจน และคงไม่สามารถดำเนินการใดนอกเหนือจากกรอบเอ็มโอยู 43 ได้ และศาลโลกคงใช้เป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีด้วย

...............

(หมายเหตุ : กองทัพ-กต.ข้องใจ "โอ๋" ต้องมนต์เขมร : ขยายปมร้อน โดยทีมข่าวความมั่นคงและนันทิดา พวงทอง)