
โค้งสุดท้าย'ปชป.'จัดหนัก'พท.'รักษาภาพ
โค้งสุดท้าย'ประชาธิปัตย์'จัดหนัก 'เพื่อไทย'ยังเลือกรักษาภาพ : ขยายปมร้อนโดยสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์
ถ้าเปรียบเป็นมวย ก็ต้องบอกว่าเข้าสู่ยกสุดท้ายแล้ว “ฝ่ายแดง” คือ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลือกที่จะตีกรรเชียงโชว์ลีลาฟุตเวิร์กไปรอบๆ เวที เพราะมั่นใจว่ามีคะแนนนำ ขณะที่ “ฝ่ายน้ำเงิน” (สีฟ้า) คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร พยายามดึงพงศพัศมาคลุกวงใน
สำรวจยุทธศาสตร์โค้งสุดท้ายจะเห็นได้ว่าฝ่ายประชาธิปัตย์ “จัดหนัก” จริงๆ โดยเฉพาะการตัดสินใจงัดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองจากการชุมนุมทางการเมืองในปี 2553 มาย้ำเตือนคนกรุงเทพมหานคร โดยไม่สนใจคำเตือนว่ากระแสอาจจะ “ตีกลับ” เกิดผลลบกับพรรค
พร้อมกันนี้ ประชาธิปัตย์ก็พยายามแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงของการเลือกผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ กับนัยที่จะเกิดตามมา โดยเฉพาะหากผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น “การกินรวบ” หรือการที่คนกรุงเทพฯ จะตกเป็นตัวประกันจะมีการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ และผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
หรือวลีที่ว่า "จะให้กรุงเทพฯเป็นเมืองขึ้นหรือเมืองหลวง"
“คนกรุงเทพฯจะลืมเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองไม่ได้ หากผู้สมัครของเขา (พรรคเพื่อไทย) ชนะเขาก็จะยิ้มเยาะว่า คนกทม.ขี้ลืม และเขาจะเอากรุงเทพฯเป็นตัวประกัน และเอากรุงเทพฯเป็นสมรภูมิอีกครั้ง” กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พูดบนเวที “ความจริงที่คนกรุงเทพฯต้องรู้” เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
แน่นอนที่ ปชป.ต้องจัดหนักในโค้งสุดท้ายขนาดนี้ เพราะเห็นแล้วว่าสถานการณ์เป็นรองซึ่งวันนี้แทบไม่ต่างกับสถานการณ์เมื่อตอนเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ที่ ปชป.ต้องตัดสินใจไปเปิดเวทีที่ราชประสงค์ ซึ่งคนใน ปชป.เชื่อว่าเพราะเวทีนั้น ทำให้พรรคสามารถพลิกโพลล์ กลับมาคว้าชัยชนะสนาม กทม.ได้
ผนวกไปกับการปล่อยสโลแกนในโค้งสุดท้ายว่า “ซื่อสัตย์ ไม่โกง” มาขอโอกาสอีกครั้งจากคน กทม. ซึ่งแน่นอนว่ากระแทกผู้สมัครจากพรรครัฐบาลเต็มๆ โดยเฉพาะสโลแกน “ไร้รอยต่อ” ที่คนฝั่งประชาธิปัตย์บอกว่าจะเป็นการ “กินรวบ”
โดย "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" ปลุกกระแสว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. รอบนี้มีอนาคตของคนทั้งประเทศเป็นเดิมพัน เพราะหากคนของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยชนะเท่ากับจะไม่มีระบบถ่วงดุลอำนาจรัฐ
นอกจากการย้ำเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองในทุกเวทีแล้วพรรคประชาธิปัตย์ ยังโยนอีกไม้ตายให้คนกรุงเทพฯว่า “อย่าเลือกผู้สมัครอิสระ” เพราะ “เสียของ” และจะทำให้สุขุมพันธุ์แพ้ ถึงขนาด "จุรินทร์" บอกว่า “แม้ไม่ชอบคุณชายหมู ก็ขอให้เห็นแก่พรรค”
ส่วนฝั่ง "พรรคเพื่อไทย" นั้นยังคงรักษาภาพที่ทางพรรคย้ำว่า “หาเสียงอย่างสร้างสรรค์” นั่นคือเน้นขายนโยบายเพื่อ “เปลี่ยนกรุงเทพฯ” ไม่เน้นการตอบโต้ ควบคู่ไปกับการขายตัวผู้สมัคร ซึ่งต้องยอมรับว่าตัว “พงศพัศ” ถือเป็นจุดแข็งอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ “สุขุมพันธุ์” ที่กลายเป็นจุดอ่อนที่พรรคยังแก้ไม่ได้
การเป็นคนใหม่ทางการเมืองของ "พงศพัศ" แม้ไม่มีประสบการณ์ แต่กลับเกิดกระแส “อยากลองของใหม่” โดยเฉพาะภาพคนรุ่นใหม่ ทั้งที่ความจริงแล้ว "พงศพัศ" อายุต่างกับ "สุขุมพันธุ์" เพียง 3 ปี นับวันยิ่งถือว่าพรรคเพื่อไทยตัดสินใจได้ถูกที่ส่งพงศพัศลงแข่ง การส่งพงศพัศแทบจะเรียกได้ว่าตัวผู้สมัครเด่นกว่าตัวพรรคด้วยซ้ำ
"พงศพัศจะไม่ขึ้นเวทีดีเบต แต่จะเน้นการลงพื้นที่หาเสียงกับชาวบ้าน" แกนนำพรรคเพื่อไทยบอกถึงยุทธศาสตร์ที่พรรควางให้พงศพัศ ขณะที่ฝ่ายประชาธิปัตย์บอกว่า "หากมีเวทีโชว์วิสัยทัศน์ที่ไหน สุขุมพันธุ์จะไปที่นั่น"
ถ้ามองย้อนกลับไปจะเห็นได้ว่า“ยุทธศาสตร์ไม่ขึ้นเวทีดีเบต” เป็นยุทธศาสตร์ที่ “พรรคทักษิณ” ใช้มาตลอด ทั้งยุคนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และก่อนหน้านั้น คือนายกฯ สมัคร สุนทรเวช
การหาเสียง "เชิงบวก" ไม่ตอบโต้ ไม่สร้างประเด็นขัดแย้ง คือบทบาทที่พรรคเพื่อไทยเลือก เช่น กรณีล่าสุดที่มีนักวิชาการคนหนึ่งนำสติกเกอร์ไปติดที่ป้ายหาเสียงของพงศพัศ เรื่องพรรค "เผาบ้านเผาเมือง" พงพัศและคนของพรรคเพื่อไทยก็เลือกบท "พ่อพระ" ไม่ดำเนินคดี หรือแม้กระทั่งบทบาทของทีมโฆษกของพรรคก็เปลี่ยนไป จากที่คอยตอบโต้ทางการเมืองกับฝ่ายตรงข้ามทุกเม็ด
การไม่ตอบโต้ แต่มุ่งลงพื้นที่ขายนโยบาย แม้จะถูกมองว่าเป็นนโยบาย "ขายฝัน" ไม่มีวันเป็นจริง แต่ก็ "สร้างภาพบวก" ให้ฝั่งเพื่อไทยได้พอสมควร
และหนึ่งในการสร้างภาพบวกนั้น คือการที่ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ผู้ตัดสินใจเลือก พงศพัศ มาลงสนาม เลือกที่จะเก็บตัวเงียบในช่วงนี้ เช่นเดียวกับคนเสื้อแดงที่เข้ามายุ่งเกี่ยวน้อยที่สุด
ทั้งหมดนี้ คือยุทธศาสตร์ที่ผู้สมัคร “ตัวเต็ง” ทั้งคู่นำมาใช้ อย่างไรก็ตามการที่ใครจะกำชัยชนะได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “บุญใหม่” แต่ยังอยู่ที่ “บุญเก่า” คือฐานเสียงของแต่ละพรรคด้วย
หากดูตามจำนวนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) ก็ต้องถือว่าประชาธิปัตย์มีฐานเสียงมากกว่า โดยหลังจาก ปชป.ครองตำแหน่งผู้ว่ากทม.มานาน 8 ปีกว่า ที่นั่งทั้ง ส.ก.และ ส.ข. ส่วนใหญ่ก็ตกเป็นของ ปชป. คือ มี ส.ก. 46 จาก 61 คน ละมี ส.ข. 289 จาก 361 คน
หากดูจากฐานคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อครั้งล่าสุด จะพบว่า คะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ห่างกันมากนัก โดยคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของเพื่อไทยได้น้อยกว่า 68,161 คะแนน
และเมื่อดูจากฐานคะแนนการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งที่ผ่านๆมา คะแนนของประชาธิปัตย์จะอยู่ที่ 8-9 แสน ส่วนเพื่อไทยอยู่ที่ประมาณ 5-6 แสน
การเลือกตั้งครั้งนี้ คะแนนแต่ละฝ่ายจะออกมาเท่าไร ยังขึ้นอยู่กับจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะออกมาใช้สิทธิด้วย โดยฝั่ง ประชาธิปัตย์เชื่อว่า ยิ่งคนออกมาใช้สิทธิมากยิ่งเป็นประโยชน์กับประชาธิปัตย์ ซึ่งก็สอดคล้องกับผลสำรวจของบางสำนักโพลล์ที่แสดงว่าคนที่ไม่ออกมาใช้สิทธิกลุ่มใหญ่ชอบประชาธิปัตย์
คาดกันว่าครั้งนี้จะมีผู้ออกมาใช้สิทธิมากกว่าครั้งที่แล้ว โดยปกติคนกรุงเทพฯ จะออกมาใช้สิทธิน้อยมาก ระยะหลังจะอยู่ที่ 50 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ มีเพียงการเลือกตั้งปี 2547 เท่านั้นที่สูงถึง 62 เปอร์เซ็นต์
อนาคตของพรรคประชาธิปัตย์จะดับวูบจริงหรือไม่ ส่วนอนาคตของพรรคเพื่อไทยจะสว่างไสวในกรุงเทพทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนชาว กทม.ในวันที่ 3 มีนาคมนี้!!
---------------------------------
(หมายเหตุ : โค้งสุดท้าย'ประชาธิปัตย์'จัดหนัก 'เพื่อไทย'ยังเลือกรักษาภาพ : ขยายปมร้อนโดยสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์)



