
จม.ถึงคนกรุง2ล้านที่ไม่เคยใช้สิทธิ์
จดหมายถึงคนกรุงเทพฯ2ล้านคนที่ไม่เคยออกมาเลือกตั้ง : กระดานความคิด โดยพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์
การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้มีความสำคัญมากมายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เมื่อดูจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองและเศรษฐกิจซึ่งดูจะเหมือนชะงักลงเกือบทุกอย่างเพื่อรอผลการเลือกตั้งก่อน ถึงขนาดที่ทำให้นายกฯ ต้องทิ้งงานหลายเรื่องลงมาหาเสียง ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะถ้าเบอร์ 9 ชนะก็เท่ากับคนกรุงเทพฯ ได้แสดงท่าทียอมรับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ไปโดยปริยาย ดังนั้นการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จำนำข้าว เขาพระวิหารก็จะเดินหน้าต่อไปได้ทันที
กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของคนไทยทุกจังหวัดไม่ใช่เฉพาะของคนกรุงเทพฯ เท่านั้น ประชากรของกรุงเทพฯ มีอยู่จริงๆ ประมาณ 6 ล้านกว่าคน แต่มีคนจากจังหวัดอื่นๆ มาทำมาหากิน มาเล่าเรียนหนังสือโดยไม่มีสิทธิเลือกตั้งอยู่อีกประมาณ 5 ล้านคน มีคนต่างด้าวทุกสัญชาติอีกนับล้านคนที่มาอาศัยอยู่ทั้งถูกและผิดกฎหมาย กรุงเทพฯ จึงเป็นเมืองเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงคนทุกระดับ ทุกชนชั้น เสียงของคนกรุงเทพฯ จึงเป็นเสียงที่ชี้ขาดทางการเมืองตามไปด้วยโดยปริยาย
การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งสุดท้าย (12 มกราคม 2552) ให้ข้อเท็จจริงว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 4,150,103 คน มาใช้สิทธิประมาณครึ่งหนึ่ง (2,120,721 คน) มีผู้ไม่มาใช้สิทธิเกือบ 2 ล้านคน และคนกลุ่มนี้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่เคยออกมาใช้สิทธิเลยครับ เป็นแบบนี้ต่อเนื่องกันมาหลายสิบปีแล้ว ผู้ชนะคือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้ 934,602 คะแนน ที่ 2 นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ได้ 611,669 คะแนน ที่ 3 ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ได้ 334,846 คะแนน และที่ 4 นายแก้วสรร อติโพธิ ได้ 144,779 คะแนน จะเห็นได้ว่าฐานคะแนนเสียงรวมของกลุ่มประชาชนที่น่าจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทย (นายยุรนันท์ และม.ล.ณัฏฐกรณ์) กับคะแนนเสียงรวมของกลุ่มประชาชนที่น่าจะสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ (ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ และนายแก้วสรร) นั้นใกล้เคียงกันมาก ชนะไปเพียงแสนกว่าคะแนนเท่านั้น (133,346) คะแนนส่วนนี้เกิดขึ้นช่วงที่ยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงในเดือนเมษายน 2552 และเมษายน-พฤษภาคม 2553
ในระยะต่อมาฐานคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยในกรุงเทพฯ ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ดูได้จากกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้ง ส.ก. และ ส.ข. เพิ่มเติมขึ้นมาอีกจำนวนมาก ซึ่งสรุปได้ว่า “เป็นผลสืบเนื่องมาจากความรุนแรงจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงหลากหลายกลุ่มในกรุงเทพฯ” นั่นเอง
การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่จะเกิดขึ้นใน 3 มีนาคม 2556 นี้ จึงดูเหมือนพรรคประชาธิปัตย์จะได้เปรียบจากฐานคะแนน ส.ส., ส.ก. และส.ข. ซึ่งมีมากกว่าเยอะ รวมถึงผลกระทบจากความรุนแรงเมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่ยังไม่ได้จางหายไป แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะฐานคะแนนเสียงสนับสนุนพรรคเพื่อไทย (เบอร์ 9) แม้จะน้อยกว่าเป็นแสนคะแนนแต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ในทางกลับกัน ฐานคะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพวกที่ “คิดเองเป็น” กลับไม่คงที่ ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ เบอร์ 10, 11, 16 และ 17 เพราะผู้สนับสนุนทุกคนมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน แต่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์จะได้เปรียบมากที่สุดจากฐานคะแนนเสียงของพรรคการเมืองที่หนุนหลังอยู่ จากกรณีนี้เองที่ทำให้เสียงสนับสนุนของเบอร์ 16 ซึ่งมากกว่าเบอร์ 9 อยู่แล้ว ถูกแบ่งแยกลดกลับลงมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ใครจะชนะก็ต้องรอให้ “เสียงในความเงียบ” เกือบ 2 ล้านเสียงที่ไม่เคยออกมาเลือกตั้งเลย ต้องช่วยกันออกมาตัดสินชี้ขาด
สิ่งสำคัญคือรูปแบบการหาเสียงช่วง 15 วันสุดท้าย ทางฝ่ายพรรคเพื่อไทย หาเสียงแค่มุ่งรักษาฐานเสียงเดิมของตนไว้เท่านั้น เพราะมั่นใจในฐานเสียงที่ไม่มีใครมาแย่งไป พร้อมกับสร้างความแปลกใจให้แก่ประชาชนไว้ก่อน จากกรณีที่พบเห็นว่า ป้ายหาเสียงของเบอร์ 9 หายไปเกือบ 50% เห็นแต่ป้ายหาเสียงของเบอร์ 16 เต็มกรุงเทพฯ ไปหมด เป็นจุดขายที่ทำได้ดีทีเดียว สามารถทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งเกิดความสงสาร “ตำรวจ” ขึ้นมาได้ แต่ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ยังคงคึกคัก เดินหน้าอย่างเต็มที่ ระดมคนที่รักประชาธิปัตย์ออกมาหาเสียงแบบ “ฟ้าเต็มเมือง” ในรูปแบบที่สนุกสนานกันเองภายในกลุ่มคนรักประชาธิปัตย์ เช่น ทำเสื้อตบสีฟ้าเลียนแบบมือตบ, ตีนตบ ซึ่งไม่ควรทำอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการให้คนทุกหมู่ทุกเหล่ามาร่วมมือร่วมใจกัน ส่วนคนเสื้อเหลือง, คนที่เคยท้อต่อ กทม.แต่ไม่ชอบพรรคเพื่อไทย, คนวัยทำงาน, คนหาเช้ากินค่ำจำนวนมากที่คิดจะลงคะแนนให้เบอร์ 16 ก็เริ่มไม่สนุกด้วย เพราะดูเสมือนพวกเขาจะกลายเป็นส่วนเกินที่พรรคประชาธิปัตย์จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ กรณีนี้ถ้าพรรคประชาธิปัตย์จัดทีมเล็กๆ ลงไปพูดคุยกับคนกลุ่มนี้แบบธรรมดาๆ โดยไม่นำทั้ง “สีฟ้า” และ “สายล่อฟ้า” ลงไปด้วยแล้ว พวกเขาซึ่งพร้อมจะสนับสนุนอยู่แล้วก็จะเทคะแนนให้ง่ายๆ
ความเป็นพรรคการเมืองที่ดี มีระเบียบ มีอาวุโส ทำอะไรที่เลวๆ ไม่เป็น จึงทำให้รูปแบบการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์มีลักษณะเป็นแค่การพูดคุยสังสรรค์ในวาระพิเศษกับผู้สนับสนุนพรรคเท่านั้นเอง ยุทธศาสตร์การหาเสียงจึงเป็นรองพรรคเพื่อไทยไปหลายขุม
ปัจจุบันเบอร์ 16 ก็ยังมีคะแนนนำอยู่หลายหมื่น แต่อย่าลืมว่าสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องตามปกติครับ โพลล์รับจ้าง, จักรยานยนตร์รับจ้าง, ตำรวจ, ทหารรับจ๊อบเต็มเมืองไปหมด ถ้าเกิดผิดพลาดเบอร์ 9 ชนะขึ้นมาด้วยแผนการตลาดที่เหนือชั้นกว่า คิดกันดูให้ดี “จงใช้โหวตทางยุทธศาสตร์ให้กับผู้สมัครเบอร์เดียวเพื่อความปลอดภัยของพวกเราคนกรุงเทพฯ เถอะครับ”



