คอลัมนิสต์

อย่าแค่'ขายผ้าเอาหน้ารอด'

อย่าแค่'ขายผ้าเอาหน้ารอด'

25 ก.พ. 2556

อย่าแค่'ขายผ้าเอาหน้ารอด' : บทบรรณาธิการประจำวันที่25ก.พ.2556

               มาตรการสำคัญข้อหนึ่งที่รัฐบาลตระเตรียมไว้ในกรณีฉุกเฉิน ต้องส่งเร่งผลิตกระแสไฟฟ้าเข้าระบบ เพื่อรองรับวิกฤติพลังงานในช่วงตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน อันเนื่องมาจากแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติที่ยานาดา ประเทศพม่าหยุดส่งก๊าซให้โรงผลิตไฟฟ้าทางภาคตะวันตกของประเทศไทยเป็นการชั่วคราวเพื่อซ่อมแซมแท่นที่ชำรุด ก็คือการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนต่างๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อันหมายถึงว่า ในห้วงเวลานั้นอาจจะเกิดปรากฏการณ์ชวนพิศวงงงงวยสำหรับประชาชนผู้พักอาศัยหรือทำเกษตรกรรมอยู่ในพื้นที่ใต้เขื่อนที่อยู่ดีๆ ก็มีน้ำเอ่อขึ้นมาจนบ่าท่วมบางพื้นที่ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในพื้นที่ใต้เขื่อนที่ จ.กาญจนบุรีเมื่อไม่นานมานี้

               อย่างไรก็ตาม เท่าที่ได้รับรู้กันมาก็คือ มีคำยืนยันจากฝ่ายรัฐบาลว่า ถ้าหากต้องเร่งผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ และมีน้ำปล่อยออกมามากกว่าปกติก็ตาม แต่จะไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมตามมาอย่างแน่นอน ซึ่งคำรับรองข้อนี้ดูเหมือนว่าจะไม่สอดคล้องต้องกันกับสถานการณ์บริหารจัดการน้ำ ที่กำลังดำเนินการกันอยู่ นั่นก็คือ กรมชลประทานกำลังโหมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ขอร้องไม่ให้ชาวนาทำนาปรังเพราะจะเกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากน้ำในเขื่อนไม่อยู่ในระดับที่จะปล่อยออกมาเพื่อสนับสนุนการทำเกษตรกรรมได้ จึงมีคำถามว่า ก็เมื่อน้ำเหลือน้อย ไม่อยู่ในระดับที่จะปล่อยออกมาช่วยเหลือชาวไร่ชาวนาได้แล้ว การจะปล่อยน้ำเพื่อเร่งผลิตกระแสไฟฟ้าจะทำได้จริงหรือ และถ้าทำได้ จะเป็นธรรมแก่เกษตรกรหรือไม่ หรือว่ารัฐบาล "ต้ม" ประชาชนมาเป็นเวลาช้านานแล้ว?

               จะว่าไปแล้ว การบริหารจัดการน้ำในช่วงหน้าแล้ง ที่กินระยะเวลายาวนานถึงอย่างน้อย 6 เดือนก็ลำบากยากเย็นและสลับซับซ้อนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการบริหารจัดการน้ำในช่วงหน้าฝนที่มักมีปริมาณน้ำเหลือเกินใช้มากกว่าปกติอยู่เสมอๆ สำหรับในปีนี้ เป็นที่รู้กันมาก่อนหน้าว่า สถานการณ์น้ำในเขื่อนอยู่ในภาวะวิกฤติ สาเหตุสำคัญหนึ่งก็คือ ในช่วงต้นหน้าฝนที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองได้สั่งการให้เขื่อนทางภาคเหนือเร่งพร่องน้ำเพราะเกรงว่าจะเกิดมหาอุทกภัยเหมือนเมื่อปี 2554 แต่การณ์กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม นั่นนับเป็นบทเรียนบทแรกที่บอกให้รู้ว่า การบริหารงานแบบขายผ้าเอาหน้ารอดขาดการวิเคราะห์ข้อมูลครบถ้วนรอบด้านนั้นสุดท้ายก็ไปไม่รอด เพราะหนีไม่พ้นวิกฤติอยู่ดี

               สำหรับแผนการเร่งผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนเข้าระบบ อันจะทำให้มีน้ำปล่อยทิ้งจากเขื่อนปริมาณมหาศาลก็เช่นกัน ถ้าหากว่ารัฐบาลขาดการวางแผนแบบ "บูรณาการ" เสียแล้ว ก็จะเข้าอีหรอบเดิม เพราะน้ำที่ปล่อยออกมานั้นไม่ได้ใช้ประโยชน์จาก" ผลพลอยได้" อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งๆ ที่ชาวไร่ชาวนาในหลายพื้นที่กำลังขาดแคลนน้ำกันอย่างหนัก ชาวนาบางคนถึงกับซื้อน้ำมาประทังชีวิตให้ต้นข้าวกันเลยทีเดียว เช่นนี้แล้ว ย่อมจะเป็นเรื่องตลกร้ายที่ชาวบ้านขำไม่ออกแน่นอน ถ้าหากว่าพวกเขาต้องพากันนั่งทำตาปริบๆ ดูน้ำไหลผ่านหน้าไปอย่างไร้ค่าเหมือนเมื่อหน้าฝนที่ผ่านมา เพียงเพราะว่ารัฐบาลถนัดแต่ขายผ้าเอาหน้ารอด