
อ่านโพลล์ผู้ว่าฯกทม.'อย่าคิดมาก'
อ่านโพลล์ผู้ว่าฯกทม.'อย่าคิดมาก' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์
ใกล้ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง "ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร" ในวันที่ 3 มีนาคม ทำให้การแข่งขันการลงพื้นที่หาเสียงของผู้สมัครแต่ละคนต้องพยายามหากลเม็ดในการดึงดูดความสนใจ และคะแนนเสียงจากประชาชนให้มากที่สุด
นอกจากเทคนิคของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.แต่ละคนที่ใช้เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนเทคะแนนเสียงให้แล้ว ขณะนี้การเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน (โพลล์) เกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ของสถาบันต่างๆ ที่ทยอยออกมาหลายแห่งถูกวิจารณ์ และถามถึงหลักเกณฑ์การทำวิจัย และเป็นการชี้นำการตัดสินใจของประชาชนต่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้หรือไม่
ในเรื่องนี้ "ดร.ถวิลวดี บุรีกุล" ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ต้องไปดูวิธีการสุ่มตัวอย่างของสถาบันที่ทำการสำรวจว่าเป็นการสุ่มตัวอย่างตามหลักสถิติหรือไม่ ดูวิธีการสุ่มตัวอย่าง การได้มาซึ่งข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างได้มาอย่างไร คำถามที่ถามเป็นอย่างไร แหล่งที่มาของงบประมาณหรือค่าใช้จ่ายนำมาจากไหน
แทบทุกครั้งที่มีการสำรวจหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องการเมือง "ฝ่ายเสียเปรียบ" มักวิจารณ์ "โพลล์" ดังกล่าวอย่างเสียหายว่า "เป็นโพลล์รับจ้าง" เพื่อชี้นำการเมือง
"ถวิลวดี" เห็นว่า การทำโพลล์เพื่อชี้นำการเมืองหรือไม่ให้ดูที่การสุ่มตัวอย่าง บางครั้งจำนวนผู้สุ่มตัวอย่างอาจยังตัดสินไม่ได้ว่าเป็นโพลล์การเมืองจนกว่าจะมีการเปิดเผยเรื่องวิธีการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่าง เช่น ต้องดูว่าคนที่ถูกสอบถามเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่ถามหรือไม่ กรณีผู้ว่าฯ กทม.ก็ต้องดูว่าคนถูกถามอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้หรือไม่ พื้นที่สำรวจกลุ่มตัวอย่างเป็นพื้นที่ของใคร พรรคไหน เพราะถ้าถามในพื้นที่พรรค ก. คนในพื้นที่พรรค ก.ก็ต้องตอบคำถามเป็นผลบวกกับ พรรค ก. การสุ่มตัวอย่างลักษณะนี้จะไม่เป็นผลดีกลับพรรคอื่น
"การสุ่มตัวอย่างตามหลักสถิติ ไม่ใช่เพียงแค่แจกชุดคำถามให้นักศึกษาไปทำคนละ 20-30 ชุด แล้วนำแบบสอบถามกลับมาส่งอาจารย์เพื่อรวบรวมเป็นสถิติ ทำแบบนี้ไม่ได้การทำลักษณะนี้เรียกว่าสำรวจตามสะดวกใครผ่านมาก็ถามหมดคนที่ถูกสอบถามอาจไม่ใช่เป้าหมายในกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการอย่างแท้จริง การทำโพลล์ลักษณะนี้ไม่น่าเชื่อถือ เพราะหลักการทำโพลล์สิ่งที่สำคัญที่สุดคือที่มาของกลุ่มตัวอย่าง" ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า กล่าว
การระบุจำนวนกลุ่มตัวอย่าง "ถวิลวดี" บอกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าการสำรวจครั้งนั้นจะน่าเชื่อถือ เพราะต้องดูรายละเอียดลึกลงไปว่าพื้นที่สำรวจพื้นที่ไหน หมู่บ้านอะไร ครัวเรือนตัวอย่างคนไหนเป็นคนตอบคำถาม แล้วนำรายชื่อมาเรียง โพลล์ที่มีความน่าเชื่อถือต้องสามารถอธิบายที่มาของกลุ่มตัวอย่างได้ ไม่ใช่ทำเพื่อหวังชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว เห็นกระแสเรื่องไหนกำลังมาก็พากันสำรวจเรื่องนั้นๆ
"บางครั้งการทำโพลล์ก็ยึดความสะดวกเป็นหลัก แจกแบบสอบถามให้นักศึกษา จากนั้นขึ้นกับนักศึกษาจะไปทำแบบสอบถาม เพราะการทำโพลล์มีค่าใช้จ่าย ดังนั้นเพื่อความโปร่งใสในการสำรวจ ควรบอกงบประมาณได้มาจากไหน"
"ถวิลวดี" บอกว่า การทำโพลล์ถือว่าเป็นการชี้นำสังคมเป็นเรื่องของจิตวิทยาอย่างหนึ่ง เพราะบางคนอาจคิดว่าไม่เลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ คนนี้ เพราะเลือกอย่างไรก็แพ้ คนชั้นกลางจากสถิติไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับการไปใช้สิทธิ์ของคนต่างจังหวัด แต่จะเห็นว่าระยะหลังการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เริ่มมีคนชนชั้นกลางออกไปใช้สิทธิ์กันมากขึ้น ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากกระแสการชี้นำของโพลล์
"การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.1-2 ครั้งที่ผ่านมาจะพบว่าคนชนชั้นกลางเริ่มออกมาใช้สิทธิ์กันมากขึ้น เมื่อเห็นว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อาจจะส่งผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่หรือกระแสโพลล์ทำให้คนชนชั้นกลาง ซึ่งน่าจะมีอยู่ประมาณ 20% ต้องตัดสินใจออกไปใช้สิทธิ์"
สำหรับผลโพลล์ที่ออกมาครั้งนี้ก็ถูกวิจารณ์เช่นกันว่าเป็นโพลล์การเมือง "ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า" ได้ฝากไปถึงคนกรุงเทพฯ ว่า อย่าไปตกใจกับผลการสำรวจที่ออกมาจากหลายสำนักอยากให้อ่านรายละเอียดของโพลล์ให้แน่ใจในข้อมูลก่อนไม่ต้องสนใจถ้าผลโพลล์ไม่อธิบายลายละเอียดของการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่าง
"อ่านผลโพลล์เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.แล้วมองเป็นเรื่องสนุกสนานอย่าไปคิดอะไรมาก" ถวิลวดี กล่าวปิดท้าย
.................
(หมายเหตุ : อ่านโพลล์ผู้ว่าฯกทม.'อย่าคิดมาก' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)



