
อำนาจและการต่อต้านในโลกของตำรวจ
อำนาจและการต่อต้านในโลกของตำรวจ : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
“คำสั่งผู้บังคับบัญชาระดับตร. แจ้งมาว่า เนื่องจากเทศกาลช่วงปีใหม่และหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเราชาวตำรวจไทย ต้องทำงานหนักทั้งตั้งด่านตรวจและกวาดล้างอาชญากรรม ภารกิจหนักมากมาย ผู้บังคับบัญชาเลยตัดสินใจให้ตำรวจทุกนาย...หยุดยาวช่วงปลายเดือนนี้ คือตั้งแต่ 29-31กุมภาพันธ์ โดยให้มาทำงานอีกทีวันที่ 1 มีนาคม จึงแจ้งให้ทราบว่า หากมีราชการในวันดังกล่าวให้มาวันที่ 1 มีนาคมนะครับ” นี่คือ...โลกความฝัน
ข้อความกระเซ้าเย้าแหย่ที่แฝงนัยเสียดสีประชดประชันเล็กน้อยถูกส่งต่อๆ กันในกลุ่มเพื่อนตำรวจนั้นสามารถสร้างพลัง สร้างรอยยิ้มและความรู้สึกเข้าอกเข้าใจกันระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารถึงภาระงานที่ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนทำให้ตำรวจไทยไม่เคยได้ลิ้มรสชาติของความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการได้หยุดยาวแม้เพียงสักครั้งไม่ว่าจะเป็นห้วงเทศกาลใด เฉกเช่นเดียวกันกับคนวงการอื่นนี่คือ...โลกของความจริง
“ในขณะที่เขากำลังเตรียมตัวมีความสุข เราต้องเตรียมความพร้อมที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อป้องกันเหตุ” ผู้บังคับการเล่าว่า การวางแผนงานป้องกันเพื่อปกป้องรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนนั้นถูกเตรียมก่อนล่วงหน้านานนับเดือน อย่างเช่น วันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายนที่กำลังจะถึงนี้ ตำรวจเริ่มมีการประชุมเตรียมการแล้วและมิใช่เป็นการเตรียมงานด้านการป้องกันการบาดเจ็บและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ตำรวจจะต้องเตรียมงานป้องกันอาชญากรรมในทุกประเภททั้งในคดีลัก วิ่ง ชิงปล้น ไปจนถึงการทำร้ายร่างกายซึ่งเกิดขึ้นมากเช่นกัน วัฒนธรรมการประชุมที่เบียดเบียนเวลาของการทำงานให้เหลือน้อยลงไปนั้น จะไม่สร้างความรู้สึกน่าเบื่อหน่ายจนต้อง “ส่งผู้แทน” เข้าประชุมหากสามารถหลีกเลี่ยง ถ้าหากสาระในการประชุมและผลสรุปจากที่ประชุมจะทำให้การขับเคลื่อนงานในหน้าที่ของผู้เข้าประชุมทั้งหลายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
“ประชุมทั้งวัน ทั้งในส่วนเฉพาะตำรวจ ทั้งประชุมร่วมกับหน่วยอื่น” รองผู้การฯ เล่าเสริมบรรยากาศการเตรียมรับงานหนักช่วงที่มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน “ประชุมหลายคณะมาก จนน่าเบื่อ ทำกันไม่ได้อย่างที่พูด ในที่สุดลงท้ายให้ตำรวจจับ สุดท้ายเหลือแต่บอกว่าเป็นหน้าที่ตำรวจ?” ภาวะ “ดีแต่พูดในที่ประชุม” ทำให้ตำรวจที่มีภารกิจล้นมือและเบื่อหน่ายวัฒนธรรมการประชุมที่ไม่ได้ช่วยสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจในส่วนของตำรวจให้มีภาระลดน้อยลง หรือเอื้ออำนวยให้ตำรวจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพจนทำให้ประชาชนพึงพอใจแต่ประการใด
"ผู้แทน” คือตำรวจผู้โชคร้ายที่ถูกส่งตัวไปตามคำเชิญ เพื่อรักษาน้ำใจมากกว่าที่จะตระหนักในความสำคัญของการร่วมระดมความคิด ร่วมวางแผนและร่วมดำเนินงาน ดั่งอุดมคติของการจัดประชุม และนี่เป็นประสบการณ์และการเรียนรู้ประการหนึ่งของการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น จนทำให้ตำรวจเกิดวัฒนธรรมการทำงานเฉพาะหน่วยเกิดทัศนคติไม่ดีกับการทำงานร่วมกับองค์กรต่างหน่วย
“สภาพการทำงานไม่ใช่มาร่วมกันทำ แต่เขาใช้ให้เราทำ สั่งให้เราทำ อย่างที่เขาต้องการ เสร็จแล้วก็มาประเมิน ด่าเราอีก” ความรู้สึกของผู้ปฏิบัติที่โต้แย้งประเด็นประสิทธิภาพที่ดีกว่า หากทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น
“ชื่นชมกันจังบอกว่าใส่หมวกกันน็อก 100% แต่ปรากฏว่ายอดการจับกุมสูงที่สุดเหมือนกัน ถ้าสวมหมวกกัน 100% แล้วมันจะมียอดจับขนาดนั้นได้ไงล่ะ? ในเมื่อคนคิดเกณฑ์เขาต้องการทั้งยอดใส่หมวกเยอะ ทั้งยอดจับเยอะ ผลก็ออกมาแบบนี้แหละ”
“ต้องการอะไรก็จัดให้หมดเลย...จัดให้จนพอใจ” นายตำรวจพูดเสียดสีพร้อมกล่าวต่อ “คนทำงานร่วมกัน ต้องเข้าใจกัน รับฟัง ช่วยเหลือ นี่เอาแต่สั่งๆๆ แต่ไม่เคยสัมผัสกับความจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ก็ได้แบบนี้แหละ”
“บอกให้จับคนขับรถที่ดื่มสุรา แต่ไม่มีเครื่องตรวจแอลกอฮอล์แล้วจะไปแจ้งข้อหานี้เขาได้ไง...จะส่งฟ้องได้มั้ยถ้าตำรวจเขียนในสำนวนว่าใช้ดมเอา!!” ความอึดอัดใจที่ถูกเก็บไว้เริ่มพรั่งพรู
“คาดหวังกับเราได้แต่ต้องให้เครื่องมือ และสนับสนุนให้เราทำงานอย่างเต็มที่ เต็มศักยภาพและมีความสุขในการทำงานด้วย มิใช่พูดแต่ว่าไปขอ...สิ เราก็มีศักดิ์ศรีถ้าคิดว่าตำรวจมีศักยภาพและสามารถทำงานที่คาดหวังได้ก็ต้องให้ระบบการบริหารจัดการที่ดีกับตำรวจด้วย มิใช่ใช้วิธีกดดันอย่างเดียว อย่างนี้คนก็ไม่อยากทำงาน ถึงทำก็ไม่เต็มที่”
ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือเป็นบุคคลในอาชีพอื่นใด็ตาม ล้วนเป็นไปตามสัจธรรมของการใช้อำนาจที่ว่า “ที่ใดมีการใช้อำนาจกดบังคับ ที่นั่นย่อมมีการต่อต้านอำนาจนั้น” การดำคดี การเป่าคดี การบิดคดี การเฉื่อยงาน การไม่เข้าประชุม การซุบซิบนินทา หรือแม้กระทั่งการนำเรื่องราวที่เกี่ยวกับผู้บริหารมาล่อเล่นเชิงขำขันก็เป็นรูปแบบของการต่อต้านชนิดหนึ่งเช่นเดียวกัน !!



