คอลัมนิสต์

อย่าเพิกเฉยสิทธิชุมชน

อย่าเพิกเฉยสิทธิชุมชน

19 ก.พ. 2556

อย่าเพิกเฉยสิทธิชุมชน : บทบรรณาธิการประจำวันที่19ก.พ.2556

                 ไม่ค่อยจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยนักสำหรับการตื่นตัวของคนในชุมชน ที่จะเดินออกมาฟ้องร้องเพื่อปกป้องตนเอง หรือชุมชนตนเอง อันเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการกระทำของผู้อื่น องค์กร หรือหน่วยงานรัฐอื่น เนื่องจากการค้าความเป็นสิ่งที่ยังคงฝังลึกในจิตใจและส่งต่อๆ กันมาว่า กินขี้หมาดีกว่าค้าความ

                 ยิ่งเป็นการค้าความกับหน่วยงานของรัฐด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ เพราะเสียทั้งเวลา และดีไม่ดีอาจชักพาเภทภัยเข้าตัวได้ทุกเมื่อ แต่ในวันนี้กฎหมายไล่ตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ได้เปิดทางให้ประชาชนได้.ช้สิทธิฟ้องร้องเพื่อปกป้องตนเองและชุมชน เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมได้แล้ว
 

                 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน รับมอบอำนาจจาก นางพวงเพ็ญ สร้อยสนธิ อายุ 75 ปี อดีตข้าราชการโรงพยาบาลตากสิน ยื่นฟ้อง ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม และผู้อำนายการเขตจตุจักร เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-2 ต่อแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลปกครองกลาง เรื่องเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการอันเป็นการละเมิด หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จากกรณีที่ได้รับความเดือดร้อนจากกลิ่นปรุงอาหารที่มีกลิ่นจากการคั่วพริก-คั่วเกลือฟุ้งกระจายไปทั่วตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งผู้ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องหยุดการกระทำใดๆ ที่ก่อให้ความเดือดร้อนที่จะเป็นเหตุให้เกิดโรคทางเดินหายใจ และโรคภูมิแพ้กัน และให้ผู้ถูกฟ้องชดใช้ค่าเสียหายให้เป็นจำนวนเงิน 3 แสนบาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี

                 นับเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของคดีสิ่งแวดล้อมที่ไม่เพียงแต่คนในชุมชนที่จะต้องตระหนักในสิทธิของตนเองเท่านั้น หากแต่หน่วยงานของรัฐทุกกระทรวง ทบวง กรม และองค์กรปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศ จะต้องสำเหนียกอยู่ตลอดเวลาว่า จะทำอะไรลงไป แม้กระทั่งรัฐบาลเอง ที่ตัดสินใจจัดโครงการอะไรก็ต้องใคร่ครวญว่า สิ่งก่อสร้าง หรือโครงการที่จะเกิดขึ้นตามนโยบายนั้น ได้ก่อผลกระทบให้แก่ชุมชนหรือไม่ ดังกรณีที่การฟ้องร้องล่าสุด ที่เพียงแค่คั่วพริกคั่วเกลือก็มีมูลพอที่ศาลปกครองจะรีบเรื่องไว้พิจารณาแล้ว
 

                 คดีนี้จะเป็นคดีตัวอย่างให้แก่ผู้คนในสังคมรู้จักออกมาปกป้องตนเอง และรู้จักดูแลผู้คนที่อยู่ร่วมกันในสังคมว่า การกระทำใดๆ ก็ตามหากไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นทั้งในเรื่องของสุภาพและสิ่งแวดล้อม ก็จะต้องถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ไม่ว่าโครงการนั้นจะเกิดจากนโยบายของรัฐบาล แต่เมื่อใดที่หากละเลยเพิกเฉยต่อปัญหาที่ผู้คนในชุมชนได้ร้องเรียนไปแล้วว่าให้หยุด ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้น หน่วยงานหรือองค์กรของรัฐจะต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นลำดับแรกว่าการกระทำใดๆ จะต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนอันเป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว