
'พ.ร.บ.มั่นคงฯ'ดับไฟใต้ได้จริงหรือ?
'พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ' ดับไฟใต้ได้จริงหรือ? : ขยายปมร้อน โดยปกรณ์ พึ่งเนตร - ศรุติ ศรุตา
พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ หรือ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ที่รัฐบาลประกาศเพิ่มน้ำหนักการบังคับใช้ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบนั้น ถือเป็นมาตรการ "ไม้นวม" ที่ทดลองทำใน "พื้นที่นำร่อง" มาหลายปีแล้ว
"กุญแจสำคัญ" ของกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่มาตรา 21 ซึ่งมีเนื้อหาเปิดทางให้ผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่ยอมเข้ามอบตัวต่อทางการ สามารถเลือกเข้ารับการฝึกอบรมเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือนแทนการถูกดำเนินคดีอาญาตามความผิดที่เคยกระทำเอาไว้ได้ หากผู้ใดผ่านการอบรมดังกล่าว สิทธิของรัฐในการนำคดีมาฟ้องถือเป็นอันระงับไป
บทบัญญัติ มาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ระบุเอาไว้ว่า "หากปรากฏว่าผู้ใดต้องหาว่าได้กระทำความผิดอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด แต่กลับใจเข้ามอบตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนแล้วปรากฏว่าผู้นั้นได้กระทำไปเพราะหลงผิด หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และการเปิดโอกาสให้ผู้นั้นกลับตัวจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในการนี้ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนของผู้ต้องหานั้น พร้อมทั้งความเห็นของพนักงานสอบสวนไปให้ผู้อำนวยการ
ในกรณีที่ผู้อำนวยการเห็นด้วยกับความเห็นของพนักงานสอบสวน ให้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นของผู้อำนวยการให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องต่อศาล หากเห็นสมควร ศาลอาจสั่งให้ส่งผู้ต้องหานั้นให้ผู้อำนวยการเพื่อเข้ารับการอบรม ณ สถานที่ที่กำหนดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน และปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่นที่ศาลกำหนดด้วยก็ได้
การดำเนินการตามวรรคสอง ให้ศาลสั่งได้ต่อเมื่อผู้ต้องหานั้นยินยอมเข้ารับการอบรมและปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว
เมื่อผู้ต้องหาได้เข้ารับการอบรมและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดดังกล่าวแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องผู้ต้องหานั้นเป็นอันระงับไป"
จากเนื้อความตามมาตรา 21 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้ถอดออกมาสู่ขั้นตอนปฏิบัติ 6 ขั้นตอน คือ
1.เมื่อผู้ต้องหากลับใจเข้ามอบตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนแล้วปรากฏว่าบุคคลนั้นได้กระทำไปเพราะหลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และการเปิดโอกาสให้บุคคลนั้นกลับตัวจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
2.ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนรายงานการสอบสวนและความเห็นไปให้ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ ผอ.รมน. (เฉพาะกรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้หมายถึง ผอ.รมน.ภาค 4 คือ แม่ทัพภาคที่ 4)
3.เมื่อ ผอ.รมน.เห็นด้วยกับความเห็นของพนักงานสอบสวน และตรงกับเงื่อนไขข้างต้นครบถ้วน ให้ ผอ.รมน.ส่งบันทึกสำนวนพร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการ
4.พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาให้ ผอ.รมน.เพื่อเข้ารับการอบรม
5.หากผู้ต้องหายินยอมเข้ารับการอบรมและปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่นๆ และศาลเห็นสมควร ศาลจะสั่งให้ส่งผู้ต้องหานั้นให้ ผอ.รมน. เพื่อเข้ารับการอบรมเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน รวมทั้งปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่นๆ ที่ศาลกำหนด
และ 6.เมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้เข้ารับการอบรม รวมทั้งปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่นๆ ที่ศาลกำหนดเสร็จสิ้น ผลคือสิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องผู้ต้องหาเป็นอันระงับไป
ปัจจุบันกระบวนการตาม มาตรา 21 ใช้อยู่ในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา คือ จะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี อันเป็นพื้นที่รอยต่อของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นอำเภอเดียวในพื้นที่สามจังหวัดที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ รวมอำเภอที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ จำนวน 5 อำเภอจาก 37 อำเภอของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา
สาเหตุที่ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่ได้ถูกใช้อย่างกว้างขวางตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะติดเงื่อนไขตาม มาตรา 15 ที่ระบุว่า "ในกรณีที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรแต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน..." นั่นย่อมหมายถึงว่าหากจะประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ได้ พื้นที่นั้นต้องไม่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548
อย่างไรก็ดี ผลสัมฤทธิ์ของการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ยังคงถูกตั้งคำถาม เพราะรัฐบาลได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2552 ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และได้ขยายเวลาประกาศปีต่อปีต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) รวมเวลาแล้วกว่า 3 ปี แต่กลับมีผู้ต้องหาคดีความมั่นคงผ่านกระบวนการอบรมตาม มาตรา 21 สำเร็จเสร็จสิ้นเพียง 2 คน และอยู่ในกระบวนการอบรมอยู่อีก 1 คน
ขณะเดียวกัน ก็มีคำถามด้วยว่า รัฐบาลใช้กฎหมายจำนวนมากเกินไปในการดับไฟใต้ในครั้งนี้ จนทำให้ดูเหมือนว่า ความเป็นเอกภาพในการดับไฟใต้นั้นยังเป็นคนละฝักละฝ่ายอยู่เช่นเดิม
นับแต่เหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อปี 2547 เรื่อยมา นโยบายรัฐบาลที่แปรเปลี่ยน มีการยุบ พตท.43 เหตุการณ์ก็บานปลายเรื่อยมา การลดบทบาททหารแล้วไปเพิ่มบทบาทให้ตำรวจ ซึ่งปกติการทำหน้าที่ของตำรวจนั้น แทบจะเริ่มขึ้นหลังเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นแล้ว ทำให้ "การข่าว" และ "ปฏิบัติการด้านจิตวิทยา" ถูกทำลายลง
ความรุนแรงและความพยายามที่จะแบ่งแยกดินแดนเพิ่มมากขึ้นและชัดเจนขึ้น
หากย้อนกลับไปดูรูปแบบการก่อเหตุก็จะพบว่า จะมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม เมื่อก่อเหตุที่จังหวัดหนึ่งแล้วก็จะย้ายไปอีกจังหวัด
ปัญหาใหญ่ของรัฐบาลนี้ก็คือไม่มีรัฐมนตรีคนใดที่จะเข้าไปรับผิดชอบอย่างจริงจัง
มี รมว.กลาโหม ที่มาจากทหารก็ไม่ใช่ทหารที่คร่ำหวอดกับเหตุการณ์ภาคใต้ มีรองนายกรัฐมนตรีที่ถูกมอบหมายให้กำกับดูแล ก็ไม่ได้คลุกคลีอย่างจริงจัง ซ้ำยังบอกด้วยว่า เดือนหน้าถึงจะลงไปดูแลปัญหาในพื้นที่
วิธีการเยียวยาที่รัฐบาลพยายามใช้อยู่นั้นก็ได้เพียงระดับผิวเผินเท่านั้น ขณะที่ปัญหาความเชื่อและความชังนั้นหยั่งลงรากลึกไปนานแล้ว
...........
(หมายเหตุ : 'พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ' ดับไฟใต้ได้จริงหรือ? : ขยายปมร้อน โดยปกรณ์ พึ่งเนตร - ศรุติ ศรุตา)



