
ผ่านทางตัน'นิรโทษกรรม'
ผ่านทางตัน'นิรโทษกรรม' : ขยายปมร้อน โดยทีมข่าวเครือเนชั่น
หลายคนยอมรับว่า ความพยายามจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ช่วงหลังการรัฐประหารปี 2549 จนถึงการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2554 ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ที่ยากยิ่งกว่าก็คือ คำถามที่ว่า เมื่อคนเหล่านั้นได้รับนิรโทษกรรมแล้ว จะนำไปสู่การปรองดองได้หรือไม่ และใครคือผู้จะรับประโยชน์ที่แท้จริง หากว่ากฎหมายมีผลบังคับใช้ได้จริง
"บรรเจิด สิงคะเนติ" คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า การออกกฎหมายนิรโทษกรรมไม่สามารถที่จะนำไปสู่ความปรองดองของสังคมได้ เนื่องจากเป็นกระบวนการที่อยู่ปลายทางของการพิจารณา แนวทางที่จะนำไปสู่ความปรองดอง 1.ต้องยึดหลักในรายงานของ คอป. นั่นคือการหาข้อเท็จจริง 2.ฝ่ายที่ทำผิดต้องสำนึกผิด และ 3.ถึงจะเป็นขั้นตอนสุดท้าย คือการออกกฎหมายนิรโทษกรรม
ส่วนแนวคิดของภาคการเมืองที่อยากให้ออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรมโดยเร็ว โดยอ้างว่าประชาชนที่ร่วมชุมนุมมีความเดือดร้อน ต้องไปวิเคราะห์อีกครั้งหนึ่งว่า เป็นความต้องการของประชาชนหรือเป็นเพียงข้ออ้างของกลุ่มแกนนำที่ใช้ประชาชนมาเป็นตัวประกัน
"สมศักดิ์ โกศัยสุข" อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ถ้ามาจากหลักคิดที่ว่า มีไปเพื่อการผ่อนโทษให้แก่ประชาชนที่มาร่วมชุมนุมทางการเมือง คงไม่มีใครปฏิเสธ แต่ในทางปฏิบัติยากที่จะจำกัดแค่นั้นได้ เช่น การที่บอกจะไม่นิรโทษแกนนำ ก็ต้องดูว่า แกนนำระดับไหน อย่างไร และใครมีอำนาจสั่งการในขณะนั้นบ้าง
"สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือ เมื่อกระบวนการทำกฎหมายไปสู่ขั้นตอนของรัฐสภาแล้ว ประมวลเอาจากสิ่งที่นายกรัฐมนตรีในฐานะตัวแทนบริหารประเทศพูดก็น่าจะทำให้เชื่อได้ว่า ทั้งหมดจะกลายเป็นเรื่องของสภาอย่างเดียว แล้วอำนาจเบ็ดเสร็จในสภาหนีไม่พ้น ส.ส.เสียงข้างมาก ก็คือพรรคเพื่อไทย ดังนั้นจะมั่นใจได้อย่างไรว่า หลักคิดของการนิรโทษจะไม่ถูกบิดโดย ส.ส.จนทำให้การผ่อนโทษผู้ที่ได้รับผลกระทบทางการเมือง ไปรวมกับผู้ที่กระทำผิดคอร์รั่ปชั่น หรือมีคำตัดสินจากศาลไปแล้ว หรือพูดง่ายๆ คือ กลายไปรวมทักษิณด้วย" สมศักดิ์ กล่าว
"สุริยะใส กตะศิลา" อดีตผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งอาจจะเข้าข่ายได้รับการนิรโทษด้วย กล่าวว่า ถ้าจะนิรโทษจริงก็ต้องเอาหลักการให้ชัดก่อนว่าจะรวมถึงแค่ไหน อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่กระทำผิดอาญา ผู้ที่หมิ่นพระบรมราชานุภาพ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ในการชุมนุมนั้นบางส่วนชุมนุมโดยสงบ แต่ก็มีมวลชนบางส่วนที่ "ไปไกล" กว่าแกนนำ พกพาอาวุธ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ ถ้าจะไปบอกว่าให้แล้วกันไปคงไม่ใช่ ตรงนี้จึงต้องเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน เป็นความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย
"ตระกูล มีชัย" อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ไม่คิดว่าความปรองดองเกิดได้โดยออกกฎหมายนิรโทษกรรม ความขัดแย้งไม่ใช่ความขัดแย้งตัวบุคคล แต่ขัดแย้งทางความคิดและระบบการเมือง เพราะทุกฝ่ายไม่ได้ยึดถือกติกาในการแสดงความคิดเห็น
"นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์" แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี เห็นว่า ทำให้คนที่ทำผิดไปแล้วลดความผิดไม่ต้องรับโทษ รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยเพียงช่วยให้พวกเขาพ้นผิดตามที่ได้ตกลงเอาไว้
ทหารหวั่นอนาคตไม่พอใจลุกประท้วงอีก
ด้านนายทหารที่มีส่วนในการสั่งการในปฏิบัติการผู้หนึ่ง กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ใช้ชื่อว่า “29 มกรา” เรียกร้องให้รัฐบาลออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะจะทำให้ไม่มีบรรทัดฐานของกฎหมาย หากมองในแง่ลบ ถ้ากฎหมายไม่สามารถจัดการกับกลุ่มคนเหล่านี้ได้ ต่อไปก็อาจจะมีกลุ่มต่างๆ ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอีก
"ต่อไปคนที่ไม่ถูกใจอะไรก็รวมตัวกันออกมาคัดค้าน และต่อต้านเหมือนช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นทุกคนจะต้องถูกตรวจสอบจากฝ่ายยุติธรรม รัฐบาลจะต้องพิจารณาทุกแง่ทุกมุม อย่าเห็นประโยชน์ของคนบางกลุ่ม เจ้าหน้าที่จับกุมคนที่ก่อเหตุความวุ่นวาย ทั้งคนเผาสถานที่สำคัญๆ เท่านั้น เหมือนคนเผาบ้านเผาเมืองแล้วไม่ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด กลับปล่อยให้เป็นอิสระ คงไม่ถูกต้อง"
เสื้อแดงขานรับ-ทางสู่ปรองดอง
"สมศรี สงวนศรี" ภรรยานายคำหล้า ชมชื่น ผู้ต้องหาซึ่งถูกจำคุกข้อหาลักทรัพย์ (ขโมยอาวุธปืนเจ้าหน้าที่) ซึ่งถือเป็นผู้หนึ่งที่จะได้รับผลโดยตรงจากกฎหมายนิรโทษกรรม ระบุว่า กฎหมายนี้อย่างน้อยก็ช่วยให้คนที่มีความผิดซึ่งมีเหตุจูงใจทางการเมืองได้ออกมาจากเรือนจำ ทำให้ความโกรธแค้นที่มีต่ออีกฝ่ายลดน้อยลง ซึ่งเป็นเรื่องเบื้องต้นก่อนนำไปสู่ความปรองดอง
"สุดา รังกุพันธุ์" หนึ่งในสี่ผู้ประสานงานกลุ่ม 29 มกรา (เสื้อแดง) บอกว่า ได้แน่นอน คือประชาชนจะรับรู้การเห็นทางออกจากวิกฤติ ขอเรียกร้องให้บรรดาแกนนำเสียสละ เพื่อลดความหวาดระแวง ถ้าสังคมช่วยคนเหล่านี้ได้ คนก็จะเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย และเชื่อมั่นในระบอบรัฐสภาที่สามารถแก้ปัญหาได้
"วัลลภ ตังคณานุรักษ์" อดีตสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเคยขับเคลื่อนแนวทางสันติวิธี กล่าวว่า เห็นด้วย โดยเฉพาะการนิรโทษผู้ชุมนุมทางการเมืองทุกสี แต่ต้องไม่รวม 3 กลุ่ม คือ 1.ผู้สั่งการ ผู้ที่มีอำนาจรัฐในขณะนั้น 2.ผู้ที่มีการกระทำความผิดทุจริตคอร์รั่ปชั่น และ 3.ผู้ที่มีความผิดฐานหมิ่นพระบรมราชานุภาพ
ภาคธุรกิจไม่แน่ใจปรองดองได้จริง
ขณะที่ภาคธุรกิจที่เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจากความแตกแยกที่เกิดขึ้น แสดงความเห็นต่อกรณีนี้เช่นกัน โดย "เผดิมภพ สงเคราะห์" กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นคนในตลาดทุน เชื่อว่า หากไม่มีเหตุการณ์หรือความขัดแย้งที่รุนแรงเกิดขึ้น ตลาดหุ้นไทยก็จะไม่ได้รับผลกระทบ
"ธวัชชัย เฮงประเสริฐ" ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า กฎหมายนิรโทษกรรมน่าจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศที่เกิดขึ้นได้ แต่ต้องดูว่าจะนิรโทษกรรมให้ใคร
"ธาริต" ชี้ทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อ
"ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ ในฐานะผู้ที่ทำคดีที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่า การออกกฎหมายนิรโทษกรรมน่าจะเป็นสิ่งที่ดีต่อบ้านเมือง เพราะเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่คดีอาชญากรรมโดยแท้จริง แต่เกิดขึ้นเพราะมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมือง ดังนั้นการให้อภัย ไม่เอาผิดกับทุกฝ่าย จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้
ได้อานิสงส์ 5.2 หมื่นคน ส่วนใหญ่คือทหาร
หากมีการนิรโทษโดยยกโทษให้ผู้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทั้งหมด ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จะประกอบด้วยผู้ชุมนุมจากการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือกลุ่มคนเสื้อแดง จำนวน 1,763 คน ในจำนวนนี้มีผู้ที่ผิดเฉพาะฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 1,142 คน จากข้อมูลศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม เมษายน-พฤษภาคม 2553 พบว่าผู้ที่ความผิดส่วนนี้ได้รับโทษตามกำหนดและถูกปล่อยไปหมดแล้ว เหลือเพียงกลุ่มที่ยังหลบหนีอีกประมาณ 300-500 คนเท่านั้น
ขณะที่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือกลุ่มคนเสื้อเหลือง มีจำนวน 295 คน โดยมีทั้งคดีอาญา คดีแพ่ง รวมไปถึงคดีหมิ่นประมาท ซึ่งเกือบทั้งหมดอยู่ในชั้นของศาลแล้ว คดีที่มีผู้ต้องหาเป็นจำนวนมากในกลุ่มนี้คือ คดีบุกสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ (เอ็นบีที) จำนวน 85 ราย และคดีบุกสนามบิน หรือคดีก่อการร้าย 114 ราย
ด้านกำลังเจ้าหน้าที่ทหารที่ใช้ในการปฏิบัติการ ควบคุมการชุมนุมตลอดมา รวมทั้งสิ้นประมาณ 5 หมื่นนาย จาก 42 กองพัน ใน 3 กองพลหลัก ประกอบด้วย กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.ร.1 รอ.) กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) จ.ปราจีนบุรี และกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) และมีกองพลที่สนับสนุนในการปฏิบัติภารกิจอีกคือ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) ซึ่งเป็นหน่วยรถถังที่ออกมายึดสถานที่สำคัญ นอกจากนี้ยังมี กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ.) หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) เข้าร่วมปฏิบัติการด้วย
4 รูปแบบเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม
ขณะนี้มีการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมออกมา 4 รูปแบบ ได้แก่ 1.ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง ซึ่งเสนอโดยคณะนิติราษฎร์ และแนวร่วม 29 มกรา ปลดปล่อยนักโทษการเมือง 2.พ.ร.ก.นิรโทษกรรม ที่เสนอโดยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ 3.พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เสนอโดยคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ และ 4.การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และ พ.ร.บ.บรรเทาความขัดแย้ง ซึ่งเป็นการแบ่งการนิรโทษกรรมระหว่างผู้ร่วมชุมนุมและแกนนำ ซึ่งเป็นข้อเสนอหลังจาก "เจริญ จรรย์โกมล" เชิญตัวแทนกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงมาหารือ
ในการเสนอแนวคิดครั้งนี้ ได้อ้างอิงการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เนื่องในการชุมนุม 4-6 ตุลาคม 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บังคับใช้ปี 2521 เนื้อหาระบุให้นิรโทษกรรม ตัวการ, ผู้สนับสนุน, ผู้ใช้ให้กระทำหรือผู้ถูกใช้ ที่เกิดขึ้นใน, นอกหรือเกี่ยวข้องกับการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยในการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมครั้งนั้น เหตุผลหนึ่งที่ระบุไว้คือ เพื่อให้เกิดความปรองดองในสังคม
ผู้ที่คาดว่าได้ประโยชน์ "นิรโทษ"
ผู้ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์หากออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมผู้ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทั้งระดับแกนนำและผู้ร่วมชุมนุม
1.กลุ่มเสื้อแดง
-ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 1,142 คน
-ผิดกฎหมายอาญา 135 คน
-ผิดทั้ง พ.ร.ก.และกฎหมายอาญา 485 คน
รวม 1,763 คน
****หมายเหตุ ฝ่าฝืน พ.ร.ก. 1,142 คน รับโทษไปหมดแล้ว
2.กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
-บุกสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ (เอ็นบีที) 85 คน
-คดีกบฏต่อแผ่นดิน 9 คน
-ยึดรถเมล์ 6 คน
-การบินไทยฟ้องแพ่ง 36 คน
-ชุมนุมหน้าสภา 7 ตุลาคม 21 คน
-บุกทำเนียบ 6 คน
-บุกสนามบิน(ก่อการร้าย) 114 คน
-คดีอื่นๆ 18 คน
รวม 295 คน
3.เจ้าหน้าที่รัฐ
-เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมหน้าสภา 7 ตุลาคม 2551 (พันธมิตรฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักนายกรัฐมนตรี)
-ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการชุมนุมประมาณ 5 หมื่นนาย
***แหล่งข้อมูล
1.ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ค.2553
2.ศูนย์ข้อมูลคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
3.แผนปฏิบัติการของทหาร
.....................
(หมายเหตุ : ผ่านทางตัน'นิรโทษกรรม' แดงขานรับสู่ปรองดอง-ภาคธุรกิจไม่แน่ใจ : โต๊ะการเมืองรายงาน)



