
วิกฤติพลังงาน
วิกฤติพลังงาน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2556
ข้อมูลของ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 4 เมษายนปีนี้ กระทรวงพลังงานเตรียมประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อขอความร่วมมือจากประชาชน หน่วยงาน ให้ประหยัดการใช้พลังงาน ทั้งนี้ เพราะเกิดปัญหาท่อก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซียเกิดชำรุดเนื่องจากสมอเรือประมง ทำให้ส่งก๊าซเข้าระบบไม่ได้วันละ 270 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะเดียวกัน แท่นขุดเจาะที่ประเทศพม่าก็เกิดทรุดตัวลง ทำให้ต้องปิดซ่อมแซม โดยที่แหล่งพลังงานแห่งนี้ผลิตก๊าซส่งขายไทยถึงวันละ 1,100 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมแล้วในช่วงดังกล่าวจะมีพลังงานหายไปจากระบบถึง 1,370 ล้านลูกบาศก์เมตร
ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเรื่องน่าหวั่นวิตกอยู่ไม่น้อย อย่างแรกนั้นก็คือ ข้อสงสัยเกี่ยวกับแผนรับมือเฉพาะหน้าในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น เช่น อุบัติเหตุในทะเล หรือแม้แต่การปิดซ่อมแซม ซึ่งควรจะต้องรับรู้มาตั้งแต่วันเซ็นสัญญาซื้อขายกันแล้วด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเสาะหาพลังงานของประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ยืมจมูกคนอื่นหายใจที่ไม่สามารถกำหนดลมเข้าออกได้เองเช่นนี้ ยิ่งสุ่มเสี่ยงมากขึ้นเป็นร้อยเท่าพันทวี โดยที่ยังไม่ได้นับถึงเงื่อนไขด้านความมั่นคง ประการต่อมาก็คือ แผนรับมือ วิกฤติพลังงานในระยะยาว ซึ่งเมื่อฟังจากน้ำเสียงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแล้ว ดูเหมือนว่า ประเทศไทยกำลังเดินถึงขั้นเข้าตาอับคับขัน เพราะถูกต่อต้านการแสวงหาและก่อสร้างแหล่งผลิตพลังงานใหม่ๆ
จะว่าไป นอกจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมแล้ว พลังงานทางธรรมชาติที่ใช้กันมากในโลกปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซ หรือแม้แต่น้ำในเขื่อน ที่ใช้ในการปั่นเทอร์ไบน์ผลิตไฟฟ้า ล้วนเป็นทรัพยากรที่จะต้องหมดลงในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อการพัฒนามุ่งเน้นไปที่การผลิตเพื่อการส่งออกในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ภาคครัวเรือนในเมืองใหญ่ยังคงถลุงพลังงานไฟฟ้ากันอย่างสบายใจ ไม่ว่าเราจะดิ้นรนขวนขวายไปหาซื้อจากแหล่งไหนก็ตาม ย่อมไม่มีวันพอ สุดท้ายก็ต้องพบกับวิกฤติพลังงานจนได้ ทางออกของปัญหาก็คือ เราเตรียมตั้งรับสถานการณ์นั้นเอาไว้อย่างไร ไม่ใช่โทษกันไปโทษกันมาอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้
ปัญหาจากการปิดซ่อมโรงผลิตก๊าซในประเทศพม่าเมื่อหลายปีก่อน การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ ซึ่งยังค่อนข้างสับสนอยู่ว่าจะจัดลำดับความสำคัญระหว่างผลิตกระแสไฟฟ้า หรือว่าเพื่อการบริหารจัดการน้ำ แรงต้านจากภาคประชาชนที่ไม่ต้องการให้นำถ่านหินลิกไนต์มาเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือแม้แต่คำขอให้ประชาชนประหยัดไฟในหน้าแล้ง พร้อมๆ กับประกาศห้ามทำนาปรัง เพราะต้องกันน้ำไว้ผลิตไฟฟ้ากับทำน้ำประปา ฯลฯ ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาพลังงานของชาติ เรายัง "เถียงกันไม่จบ" ทั้งๆ ที่ทุกวันนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายจะต้องหันหน้ามาจับเข่าคุยกันเพื่อหาทางออก พร้อมๆ กับการจัดสรรพลังงานอย่างเป็นธรรมที่สุด



