
สังคมบอบช้ำกับสองมาตรฐาน
สังคมบอบช้ำกับสองมาตรฐาน : บทบรรณาธิการประจำวันที่17ก.พ.2556
ข้อเสนอให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศทบทวนการออกหนังสือเดินทางให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าไม่ได้ดำเนินการตามระเบียบที่ถูกต้องนั้น ถูกจุดพลุขึ้นโดยนายรักษเกชา แฉ่ฉาย โฆษกสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่เสนอไปยังผู้บังคับบัญชา ซึ่งคือนายกรัฐมนตรี โดยให้รายงานผลให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทราบภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันได้รับหนังสือ กลายเป็นประเด็นทางการเมืองตามหน้าสื่อมวลชนอีกครั้ง
การดำเนินการดังกล่าวเป็นผลมาจากนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ได้ยื่นหนังสือขอให้ผู้ตรวจการฯ พิจารณาหาข้อเท็จจริง กรณีกระทรวงการต่างประเทศออกหนังสือเดินทางให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเห็นว่าไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อผู้ตรวจการฯ ตรวจสอบแล้ว มีหนังสือถึงปลัดกระทรวงการต่างประเทศให้ทบทวนการออกหนังสือเดินทางดังกล่าว เพราะเห็นว่าข้อมูลที่ใช้พิจารณาอนุมัติหนังสือเดินทางให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นข้อมูลเก่า ก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ และถูกขึ้นบัญชีห้ามเดินทางออกนอกประเทศของกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
แต่กระนั้นก็ดี หากดูเหตุผลของกระทรวงการต่างประเทศถึงการออกหนังสือให้ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจโดยสุจริตของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อ้างถึงนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันเห็นว่า การคงอยู่ในต่างประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ทำให้เกิดความเสียหายตามข้อ 23 (7) ของระเบียบกระทรวงการต่างประเทศฯ จึงให้ออกหนังสือเดินทางบุคคลทั่วไปให้ แต่กลับเพิกเฉยกับระเบียบการออกหนังสือเดินข้อ 21 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณเข้าข่ายที่จะไม่ได้รับการออกหนังสือเดินทาง เพราะเป็นผู้ที่ศาลไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศ แต่กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้นำคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ไปประกอบการตัดสินใจ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่สอดคล้องต่อข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ในขณะพิจารณาคำขอหนังสือเดินทาง
จะว่าไปแล้ว การดำเนินงานทุกอย่างของรัฐบาลต้องอยู่ภายใต้ความชอบธรรม อีกทั้งนโยบายที่ออกมาต้องไม่ขัดกฎหมายหรือระเบียบราชการที่มีอยู่ ที่สำคัญระเบียบว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง 2548 ของกระทรวงการต่างประเทศก็ไม่ได้กำหนดให้ รมว.ต่างประเทศมีอำนาจดำเนินการเรื่องนี้โดยตรงไว้เป็นการเฉพาะ แต่เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบหรือข้อกำหนดที่เป็นมาตรฐานเดียวกันภายใต้นิติรัฐ แต่เป้าหมายในการเข้ามาดำรงตำแหน่งเสนาบดีในกระทรวงบัวแก้วของนายสุรพงษ์ครั้งนี้ เป็นที่รับรู้และชัดเจน เมื่อมาโดยการเมืองและไปโดยการเมือง ความรับผิดชอบต่างๆ ก็หนีไม่พ้นคนที่เป็นข้าราชการประจำ
สังคมมีคำถามกับการบริหารประเทศในรูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อนมายาวนาน รวมถึงปัญหาการไม่ยอมรับระบบการตรวจสอบถ่วงดุลขององค์กรต่างๆ ภายใต้รัฐธรรมนูญ จนทำให้เกิดเสียงครหารัฐบาลขาดจริยธรรมในการบริหารประเทศ กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ควรจะส่งสัญญาณที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุจริต หรือเรื่องจริยธรรม แต่ถ้าปล่อยปละละเลยก็ยิ่งตอกย้ำปัญหาที่สังคมมองการเมืองในทางลบอีกด้วย



