
สันติคือความสุขที่สัมผัสได้
สันติคือความสุขที่สัมผัสได้ : กระดานความคิด โดยอัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง [email protected]
ความยืดเยื้อของสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความหมายต่อกระบวนการแก้ปัญหาของรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัย ดังที่เคยกล่าวไว้หลายครั้งว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มีประเด็นสำคัญอยู่ที่งานการเมืองของรัฐเป็นสำคัญ เมื่อใดฟ้าสดใส ในความรักความสามัคคีของรัฐบาลส่วนกลางเปิด พื้นที่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็จะมีแต่ความสุข ถึงแม้ไม่อาจจะกล่าวได้ว่ามันเป็นความสุขอย่างถาวร แต่เป็นความสงบที่ประชาชนสามารถสัมผัสในรสชาติอย่างที่ควรจะเป็น ประชาชนสามารถไปมาหาสู่กันและกันอย่างสันติ ประชาชนคนต่างพื้นที่หรือต่างถิ่น มีการเดินทางเข้าออกหรือผ่านไปมา อย่างไม่ต้องพะว้าพะวง ไม่ต้องมีพฤติกรรมแบบที่ผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวทักเหมือนกับ “แมวเดิน” กล่าวคือเวลาแมวเดินหรือวิ่ง โดยสัญชาตญาณ เขาจะไม่เดินหรือวิ่งรวดเดียวให้ถึงที่หมายโดยเร็ว เขาจะหยุดดูหน้าแลหลังเกือบตลอดเวลา เมื่อรู้สึกปลอดภัยเขาจะเดินหรือวิ่งต่อไป
ไม่ต่างกันกับวันเวลาและเกือบทุกสถานที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน ที่ทุกคนจะมีพฤติกรรมแบบแมวไปทุกขณะ เพราะเกิดวิตกจริตมากจนเกินเหตุ ความที่ทุกคนมีความรูสึกว่าไม่ปลอดภัย ทั้งๆ ที่มีกองกำลังทหาร ตำรวจ และฝ่ายความมั่นคงสารพัด มีอาวุธมากมายเต็มที่ทุกซอกซอย บนถนนหนทางมีกองกำลังยุทโธปกรณ์ที่เข้มแข็งน่าเกรงขาม แต่ไม่วายยังปรากฏมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอยู่ทุกบ่อย ในบางครั้งพื้นที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากจุดที่ตั้งกองกำลังในรัศมีที่ไม่ไกลนัก บ้างอยู่ใกล้จนชาวบ้านชาวช่องชักสงสัยว่า “มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครกันหนาที่บังอาจและมีความสามารถหลบหลีก ผ่านป้อม ผ่านด่านตรวจทั้งตำรวจเอย ทหารเอย ได้เร็วถึงขนาดนั้น ?” ในที่สุดทางการก็มีข้อสรุปว่า
“เป็นคนหรือแนวร่วมที่อยู่ในหมู่บ้านหรือพื้นที่ใกล้เคียง เพราะรู้หลบรู้หลีกหนีได้คล่องแคล่ว และมีแนวร่วมในหมู่บ้านมากมาย ท้ายสุดเด็กหนุ่ม ชายหนุ่มหรือแม้แต่คนแก่ คนสติไม่สมประกอบในหมู่บ้าน ก็ถูกรวบตัวเป็นผู้ต้องหาอยู่หลายกรณี”
เหตุการณ์ที่เป็นอยู่เช่นนี้มีมาก ซ้ำแล้วซ้ำอีกในหลายๆ พื้นที่ หรือบางทีเป็นในพื้นที่เดียวกันนับครั้งไม่ถ้วน จนเจ้าหน้าที่บางคนมั่นอกมั่นใจในข้อมูลข่าวสาร ที่ตนเองต้องทำหน้าที่ตามตัวบทกฎหมาย มักจะพูดให้ได้ยินอยู่ทุกบ่อยว่า “ไปตัดสินกันในศาล ถ้าบริสุทธิ์จริง ศาลจะต้องปล่อย” เป็นเพราะอย่างนี้เองหรือไม่ ที่ประชาชนที่ตกเป็นผู้ต้องหาเหล่านั้น ได้รับการยกฟ้องกว่าครึ่งหนึ่ง จากบุคคลที่ถูกจับ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในโลก เพราะความหละหลวม หรือการทำงานแบบขายผ้าเอาหน้ารอดหรือไม่ แต่ในมุมของประชาชนและญาติพี่น้องของผู้ตกเป็นผู้ต้องหา ต้องเจ็บปวดและถูกชุมชนกล่าวโทษ เป็นจำเลยทางสังคม ว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบไปแล้ว นี่คือส่วนหนึ่งของการสร้างเงื่อนไขสงครามที่ไม่รู้จบ พลวัตความไม่สงบและความรุนแรงเช่นนี้ จะหาจุดจบได้ยากยิ่ง
หันไปดูที่เกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ ของกระบวนการต่อสู้ของกลุ่มต่างๆ ได้ลงนามเพื่อมานั่งโต๊ะกำหนดกรอบทิศทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง อย่างน้อยๆ ต้องใช้เวลา 3 ปี แต่รัฐบาลของประเทศฟิลิปปินส์และกลุ่มขบวนการ นั่งโต๊ะ จิบกาแฟพูดคุยกันเป็นเวลามา 15 ปีแล้ว เฉกเช่นเดียวกันในจังหวัดอาเจะฯ บนเกาะสุมาตรา ที่ต่อสู้เพื่อทวงเอกราชคืนจากประเทศอินโดนีเซีย จนในที่สุดทั้งรัฐบาล กลุ่มขบวนการ ทนกระแสแรงบีบจากนานาประเทศและ การรณรงค์อย่างจริงจังจากประชาชนที่ร้องป่าวไปทั่วแผ่นดินของประเทศว่า “Damai Itu Indah ซึ่งมีความหมายว่า สันตินั้นคือความสุข” ไม่เห็นเขาเขียนว่า “เบื่อความรุนแรง หรือ คนไทยไม่ชอบความรุนแรง หรือ หยุดใช้ความรุนแรง หรือ ความรุนแรงไม่ได้แก้ปัญหา...” (และอีกมากมายเกลื่อนถนน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้) ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะมีความเข้าใจกันในความหมายเดียวกันหรือไม่ ระหว่างการตีความของคนเขียนสโลแกน กับความเข้าใจของประชาชนในพื้นที่…?



