
'นิรโทษกรรม'ยิ่งเร่งยิ่งระแวง
'นิรโทษกรรม'ยิ่งเร่งยิ่งระแวง : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจรและสมถวิล เทพสวัสดิ์
ต้องยอมรับว่ากฎหมาย "นิรโทษกรรม" เป็นความพยายามของ "ฝ่ายรัฐบาล" เพียงฝ่ายเดียวที่เร่งผลักดันให้เข้าสู่การพิจารณาของสภาก่อนการปิดสมัยประชุมสภาในเดือนเมษายนนี้
ทำให้ทุกกระบวนการที่เกี่ยวกับ "นิรโทษกรรม" ถูกมองด้วยความหวาดระแวงว่าไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก แต่เป็นการผลักดันเพื่อให้เกิดเป็น "กฎหมาย" เพื่อบางคนและบางกลุ่มเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาการทำเรื่องนิรโทษกรรมไม่ได้เกิดจากการเรียกร้องของทุกฝ่าย
เพราะร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือ ร่างพ.ร.บ.ปรองดอง ที่บรรจุเข้าสู่วาระรอการพิจารณาในสภา เป็นการทำโดยไม่ได้ปรึกษาหารือเป็นการกระทำเฉพาะกลุ่มของ "ฝ่ายรัฐบาล" จึงทำให้เกิดข้อขัดแย้งและเสียงต่อต้านตามมา
แต่การขับเคลื่อน "นิรโทษกรรม" ที่นำโดย "เจริญ จรรย์โกมล" รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ต่างจากทุกครั้ง
เพราะรับหน้าที่เป็นคนกลางประสานกลุ่มที่มีส่วนได้ส่วนเสียมาหารือ เพื่อหาทางออก เช่น แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.), ตัวแทนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย
โดยการหารือยังไม่มี "โมเดล" การนิรโทษหรือตัว "ร่างพ.ร.บ." ตั้งเป็นธงไว้ก่อน แต่เป็นการนำข้อเสนอและความเห็นแต่ละฝ่ายมาแลกเปลี่ยนก่อนจะตั้ง "คณะกรรมการกลาง" ขึ้นมาพิจารณาว่าคนกลุ่มใดบ้างจะเข้าข่ายนิรโทษกรรม
เกิดคำถามขึ้นมาว่าทำไมคนทำเรื่องนี้จึงเป็น "เจริญ จรรย์โกมล" รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1
ทำไม "เจริญ" ต้องอาสาออกหน้ามาทำหน้าที่นี้ ได้รับมอบหมายหรือมีไฟเขียวจากใครหรือไม่
ก่อนวันที่ 7 กุมภาพันธ์ มีความเคลื่อนไหวของคน 2 กลุ่มที่เข้าพบกับ "เจริญ"
โดยกลุ่มแรกเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้เข้าพบกับ "เจริญ" พร้อมกับนำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มาให้ "เจริญ" ดูเนื้อหา
ต่อมาก็มี "ทีมงานการเมือง" จากทำเนียบรัฐบาล ได้เดินทางมาพบกับ "เจริญ" เพื่อมาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการออกกฎหมายนิรโทษกรรม พร้อมกับอ้างว่าได้เข้าพบ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี และได้พูดคุยเกี่ยวกับกฎหมาย "นิรโทษกรรม" โดยอ้างคำพูดของ "ทักษิณ" ที่ระบุว่า "ถ้าจะทำเรื่องนี้ให้ทำไปเลย ไม่ต้องห่วงผม ถ้าจะคุยเรื่องนี้ก็ให้ไปคุยกับเจริญ (จรรย์โกมล) เพราะแม่นข้อกฎหมาย พูดแล้วทำให้ทุกฝ่ายเชื่อถือ"
หากคำบอกเล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงคำอ้างเพิ่มมูลค่าให้ "เจริญ" ก็ถือว่าการทำหน้าที่ครั้งนี้เหมือนกับการได้รับคัดเลือกให้มาทำหน้าที่นี้โดยตรง
ที่ผ่านมาแม้ว่า "เจริญ" จะมีส.ส.ในกลุ่ม แต่บทบาททางการเมืองไม่โดดเด่น การทำหน้าที่ "รองประธานสภาคนที่ 1" ก็มักจะถูกฝ่ายค้านประท้วงบ่อยครั้งเรื่องการทำหน้าที่
แต่ถ้าดูจากประสบการณ์ทางการเมืองถือว่า "เจริญ" เป็นนักการเมืองมาหลายสมัยจึงมีความสนิทคุ้นเคยกับ "แกนนำ" ในพรรคการเมืองหลายพรรค ทำให้การเดินสายเจรจากับแกนนำต่างพรรคไร้ปัญหา
จึงเป็นที่มาของภาพ "เจริญ" เชิญตัวแทนกลุ่มเสื้อแดงและเสื้อเหลือง "ก่อแก้ว พิกุลทอง" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำนปช., "วรชัย เหมะ" ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย, ตัวแทนกลุ่มนิติราษฎร์, กลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.), "ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์" โฆษกพันธมิตร และ "วีรพัฒน์ ปริยวงศ์" นักวิชาการกฎหมายอิสระ เพื่อรับฟังข้อเสนอของทุกฝ่ายในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้แก่ประชาชนที่เป็นนักโทษการเมือง
โดยสอบถามถึง "เงื่อนไข" ของแต่ละฝ่าย เงื่อนไขเรื่องไหนรับได้หรือรับไม่ได้ถือเป็นการจับเข่าคุยแบบเปิดใจ เพื่อลดความหวาดระแวง
เรียกว่าเป็นการหารือ "ดักทาง" ไว้ก่อน เพราะอย่างน้อยหลังการออกร่างพ.ร.บ.นิรโทษฉบับนี้ไปแล้วจะสามารถพูดได้เต็มปากว่ามาจากมติการหารือร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่จาก "ฝ่ายรัฐบาล" เพียงฝ่ายเดียวเหมือนกับ "ร่างนิรโทษกรรม" ฉบับอื่นๆ ก่อนหน้านี้
ดูแล้วรัฐบาลพยายามออกกฎหมายนิรโทษกรรมในรูปของ "พ.ร.บ." ที่ผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภามากกว่าการออกเป็น "พระราชกำหนด" (พ.ร.ก.) ที่ผ่านความเห็นชอบจาก "คณะรัฐมนตรี" เพราะถ้าออกเป็น "พ.ร.ก." อาจถูกส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน
ที่สำคัญการออกเป็น "พ.ร.ก." ทางรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้เลย
ดังนั้น การออกเป็น "พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แม้จะถูกมองว่าใช้เสียงข้างมากลากไปแต่ก็ยังดีกว่าให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องบอบช้ำ
เมื่อ "พ.ร.บ." ต้องผ่านการพิจารณาของ "สภา" การที่ "เจริญ" ออกหน้ามารับเป็นตัวกลางรับฟังข้อเรียกร้องจากทุกฝ่ายน่าจะดูประนีประนอมมากที่สุด เพราะเมื่อถึงทางตันก็นัดเจรจาที่ห้อง ก่อนนำเรื่องมาหารือในที่ประชุม
และจากการหารือตัวแทนกลุ่มเสื้อแดงและเสื้อเหลือง เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เบื้องต้นจะมีการออกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จำนวน 2 ฉบับ คือ
"ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้แก่ประชาชนในคดีทางการเมือง" และ 2."ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการบรรเทาความขัดแย้ง"
แต่ร่างพ.ร.บ.ทั้งสองฉบับยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากพรรคการเมือง เนื่องจาก "เจริญ" ได้เริ่มเจรจากับตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ "ไตรรงค์ สุวรรณคีรี" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้นำเรื่องไปหารือต่อภายในพรรคก่อนนำข้อยุติมาพูดคุยร่วมกันอีกครั้ง
ในส่วนของ "วุฒิสภา" นั้น "เจริญ" ได้มีการพูดคุยกับส.ว.จากภาคอีสานให้ไปพูดคุยกับเพื่อนสมาชิก เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากสมาชิกต่อความเห็นเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ทั้ง 2 ฉบับ หากหลายฝ่ายเห็นชอบจากนั้นจึงเริ่มกระบวนการ "ตั้งคณะกรรมการกลาง" ขึ้นมาพิจารณาว่าคนกลุ่มใดบ้างจะเข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรม
จะเห็นว่าการออกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับ เจริญ พยายามประสานกับทุกฝ่าย เพื่อลดความหวาดระแวง และเสียงต่อต้าน
นั่นเพราะเริ่มได้บทเรียนแล้วว่าการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่มี "ธงนำ" ในใจตั้งแต่ต้น ยิ่งรวบรัดยิ่งเกิดความหวาดระแวง ต่อให้ได้คนกลางเป็นน้ำดีแค่ไหนก็คงไม่มีใครกล้าลงมาเปลืองตัว !
.............
(หมายเหตุ : 'นิรโทษกรรม'ยิ่งเร่งยิ่งระแวง : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจรและสมถวิล เทพสวัสดิ์)



