
ใครที่ต้องการใช้พรบ.นิรโทษกรรมมากที่สุด
ใครที่ต้องการใช้พรบ.นิรโทษกรรมมากที่สุด : กระดานความคิด โดยพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์
มาถึงวันนี้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้ามาสู่ความรับรู้ของสังคมไทยแล้ว 3 ฉบับ ทุกฉบับมีสาระสำคัญคล้ายคลึงกัน คือ การนิรโทษกรรมผู้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองในเงื่อนไขที่มากบ้างน้อยบ้างเป็นหลัก บางฉบับก็เลยเถิดไปให้อภัยแก่คุณทักษิณ ชินวัตร อย่างชัดเจน มีอยู่ฉบับหนึ่งถึงขั้นจะขออภัยโทษให้แก่ผู้ที่ได้รับโทษจากการเคลื่อนไหวกระทบสถาบันพระมหากษัตริย์เลยทีเดียว แต่ สาระสำคัญของเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่ใครคือบุคคลที่มีความเร่งร้อนต้องการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ทั้งๆ ที่มันจะส่งผลเสียต่อการหาเสียงผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคเพื่อไทย และยังเป็นการซ้ำเติมภาพลักษณ์เรื่องการมีนายกรัฐมนตรี 2 คนให้ชัดเจนขึ้นอีก เมื่อมาพิจารณาดูจริงๆ แล้วจะเห็นได้ว่าทางรัฐบาลก็ไม่ได้สนใจที่จะผลักดันสักเท่าไร เพราะคงเห็นได้ง่ายๆ ว่าเรื่องนี้มีแต่จะส่งผลในทางลบต่อรัฐบาลให้เพิ่มมากขึ้นอีก ผู้ที่เดือดร้อนหนักที่สุดและหวังพึ่งพา พ.ร.บ.นิรโทษกรรมมากที่สุดจึงน่าจะเป็นแกนนำผู้ชุมนุมทางการเมืองทั้งหลาย (ยกเว้นกลุ่มพันธมิตร ซึ่งมีหนทางต่อสู้อยู่แล้ว) เพราะในปัจจุบันคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมตั้งแต่ปี 2552 มาถึงเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 นั้น กำลังทยอยเข้าสู่การพิจารณาของศาลในระยะ 3-4 เดือนข้างหน้านี้อย่างจริงจังหลังจากที่ถูกถ่วงเวลาในเรื่องพยานมานานพอควรแล้ว
เมื่อคดีจริงๆ เกี่ยวกับการก่อเหตุร้ายซึ่งมีทั้งคดีหลักและคดีรองเข้าสู่การพิจารณาของศาลก็จะมีการต่อสู้หักล้างพยานของทั้ง 2 ฝ่ายเกิดขึ้น การนำหลักฐานต่างๆ มาเปิดเผยก็จะมีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่เกือบแน่นอนว่า ทางทหาร, คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ น่าจะเป็นฝ่ายได้เปรียบทั้งจากหลักฐานและรูปคดี
การรุกของกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งแต่ปี 2552 ต่อรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ ซึ่งจบด้วยการสลายการชุมนุมม็อบที่ล้อมทำเนียบรัฐบาลลงได้อย่างสวยงามนั้น เป็นสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ มองการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง (ต่อมาพัฒนาขึ้นมาเป็นกลุ่ม นปช.) ว่า “ไม่มีพิษสงมากนัก” เป็นแค่ “สีสันทางการเมือง” เท่านั้น จึงเป็นผลทำให้กลุ่ม นปช.ขยายตัวออกไปได้กว้างขวางยิ่งขึ้น จนกระทั่งกลางเดือนมีนาคม 2553 ต่อเนื่องมาถึงวันที่ 10 เมษายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่เกิดเหตุรุนแรงจนเป็นผลทำให้ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม เสียชีวิตนั้น ปรากฏว่ามีการใช้ระเบิด, อาวุธสงครามชนิดต่างๆ ต่อเป้าหมายทั้งทหาร, ประชาชนและสถานที่หลายแห่งอย่างอุกอาจ รวม 38 ครั้ง มีทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บมากกว่าการสูญเสียทหารไทยในสงครามเวียดนามกับลาวเสียอีก ทั้งนี้เป็นผลมาจากทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหารไม่เชื่อว่า ระหว่างคนไทยด้วยกันเองจะมีการใช้ความรุนแรงถึงขนาดนี้ จึงมีคำสั่งให้ใช้แค่ “กระสุนยาง” เท่านั้น แม้กระทั่งกระสุน 2 นัดแรกที่เกิดขึ้นในตอนบ่ายวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่บางลำพู จากกรณีที่การ์ด นปช.ชักปืนพกออกมายิงทหารขณะที่ผลักดันกันไปมาในแถวล้มลง 2 คน ทหารก็ยังใช้วิธีการผลักดันด้วยโล่และกระบองต่อไป เหตุการณ์ทั้ง 38 เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมีพยานบุคคลและวัตถุพยานมากมายพอที่จะทำให้ทหารหรือคุณอภิสิทธิ์ และคุณสุเทพ ซึ่งกลายเป็นผู้เสียหายจริงๆ อยู่ในขณะนี้ชนะคดีได้ไม่ยากนัก
หลังจากเกิดเหตุรุนแรงในวันที่ 10 เมษายน ขึ้นมาแล้ว กลุ่มนปช.จึงยอมย้ายไปชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์เพียงแห่งเดียว โดยขยายพื้นที่การชุมนุมออกจากสี่แยกราชประสงค์ไปทั้ง 4 ด้านกินพื้นที่มากมาย มีการเจรจาเพื่อให้เลิกชุมนุมขึ้นหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ กระแสการกดดันของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลและทหารก็เพิ่มมากขึ้น ลองค้นหาสื่อเก่าๆ ในระยะนั้นมาเปิดดูจะทราบว่าประชาชนคิดอย่างไร เพราะในระหว่างการชุมนุมได้เกิดเหตุร้ายขึ้นเกือบทุกวัน จาก 10 เมษายน 2553 ถึงวันสลายการชุมนุมของรัฐบาลเมื่อ 19 พฤษภาคม 2553 มีเหตุรุนแรงจากระเบิดและการใช้อาวุธสงครามเพิ่มขึ้นอีก 28 ครั้ง รัฐบาลจึงต้องตัดสินใจสลายการชุมนุม
หลังการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ยุติลงจนถึงสิ้นปี 2553 เหตุการณ์เริ่มเข้าสู่ความสงบลงเพราะต่างฝ่ายต่างก็เตรียมตัวหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งใหม่ แต่ในระยะนั้นได้มีการเก็บกู้ระเบิดหลากหลายชนิด รวมทั้งการตรวจค้นอาวุธสงครามได้มากมาย ตั้งแต่ประทัดยักษ์ ระเบิด อาวุธสงครามชนิดต่างๆ มาจนถึงระเบิดที่ใช้ในการก่อการร้ายสากล คือ ซีโฟร์ รวมทั้งหมด 60 ครั้ง อุปกรณ์ทั้งอาวุธและระเบิดเหล่านี้ครึ่งหนึ่งมีที่มาที่ไปค่อนข้างชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานที่มีมากเกินพอในการต่อสู้คดีของฝ่ายรัฐบาลในสมัยนั้น เมื่ออ่านถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านคงพอจะทราบได้ว่าใครต้องการประโยชน์จาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมมากที่สุด ซึ่งไม่น่าจะใช่คุณทักษิณ, คุณอภิสิทธิ์, และคุณสุเทพ หรือกลุ่มพันธมิตร แน่นอนครับ
ถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ว่าจะใช้ชื่ออะไรก็ตามยังออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะนี้อยู่อีก ก็อาจจะส่งผลทำให้คนในพรรคประชาธิปัตย์ต้องทะเลาะกันแน่ๆ เพราะทุกคนต่างก็จะอ้างถึงความดีความชอบที่ลงมาช่วยหาเสียงจนทำให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้รับชัยชนะ กลับมาเป็นผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้งหนึ่ง ทั้งๆ ที่คนที่มาช่วยหาเสียงตัวจริงให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ คือ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ต่างหาก
“บางคนคิดว่าแสงสว่างจะอยู่ที่ปลายอุโมงค์เสมอ แต่เชื่อเถอะครับว่าไม่ใช่เป็นเรื่องแบบนั้นตลอดไป ในระหว่างทางเดินทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะพบแสงสว่างระหว่างที่กำลังเดินอยู่ได้เช่นกัน ที่สำคัญคือรู้จักใช้ประโยชน์จากแสงสว่างที่เกิดขึ้นระหว่างทางหรือเปล่าเท่านั้นเองครับ”



