คอลัมนิสต์

หยุดฆ่าช้างเอางา

หยุดฆ่าช้างเอางา

08 ก.พ. 2556

หยุดฆ่าช้างเอางา : บทบรรณาธิการประจำวันที่8ก.พ.2556

            ระหว่างวันที่ 3-15 มีนาคมนี้ ผู้แทนจาก 176 ประเทศ จะเดินทางมาร่วมการประชุมอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (ไซเตส) ที่กรุงเทพฯ เพื่อหารือในประเด็นการค้าสัตว์ป่าระดับโลก โดยเฉพาะการลักลอบฆ่าช้างแอฟริกาปีละหลายหมื่นตัวเพื่อเอางาไปขาย จนทำให้ช้างแอฟริกาใกล้จะสูญพันธุ์ อันเป็นหนึ่งในวิกฤติสัตว์ป่าที่ดึงดูดสายตาของทั่วโลกให้หันมาจับจ้องประเทศไทย ทั้งในฐานะประเทศเจ้าภาพการประชุมและในฐานะประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีดำว่าเป็นศูนย์กลางการลักลอบค้างาเถื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

            เพื่อจะดึงประชาชนให้หันมาสนใจปัญหาการฆ่าช้างเอางามากขึ้น กองทุนสัตว์ป่าโลก (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) ได้รณรงค์จัดกิจกรรมหลายอย่าง รวมไปถึงการล่ารายชื่อหนึ่งล้านรายชื่อส่งถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ใช้โอกาสนี้ประกาศคำมั่นสัญญาว่าประเทศไทยไม่เห็นด้วยกับการฆ่าช้างเอางา ซึ่งทางหนึ่งที่จะทำได้ก็คือการเร่งอุดช่องโหว่ของกฎหมายไทย ซึ่งแม้จะระบุว่าการค้างาช้างแอฟริกาถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ถ้าหากเป็นงาช้างไทยแล้วสามารถขายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ช่องโหว่ทางกฎหมายนี้เท่ากับเอื้อประโยชน์ให้แก่เครือข่ายอาชญากรรมที่จะลอบขนงาช้างเถื่อนจากแอฟริกามาสวมสิทธิ์เป็นงาช้างไทยวางขายอย่างเปิดเผยและถูกต้องตามกฎหมาย

            องค์การฐานข้อมูลการค้างาช้างและผลิตภัณฑ์จากช้างที่ผิดกฎหมาย ภายใต้องค์กรเครือข่ายควบคุมการค้าสัตว์ป่า ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการค้าช้าง ปี 2555 ระบุว่าการลักลอบล่าช้างในแอฟริกาพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ จนถึงขณะนี้ มีช้างแอฟริกานับหมื่นตัวถูกฆ่าในแต่ละปีเพียงเพื่อเอางาไปขาย โดยประเทศไทยและจีนได้ชื่อว่าเป็นตลาดค้างาช้างเถื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่กลุ่มสอดส่องการค้าสัตว์ป่า "แทรฟฟิก" เสริมว่าการค้าช้างเป็นๆ และการค้างาช้างเถื่อนในไทยยังเฟื่องฟู แม้ว่าผลการสำรวจล่าสุดพบว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากงาช้างจะลดลงมาก แต่ยังนับว่าสูงอยู่คือราว 26,000 ชิ้น เทียบกับ 88,000 ชิ้นจากรายงานเมื่อปี 2544 ที่น่าสังเกตก็คือทั้งในกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญกลับมีร้านค้าปลีกผลิตภัณฑ์จากงาช้างมากกว่าเมื่อปี 2544 อีกทั้งยังมีการจับช้างป่าและนำเข้าช้างจากพม่าอย่างผิดกฎหมายหลายร้อยเชือกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อนำมาใช้ในธุรกิจการท่องเที่ยวด้วย

            ถึงแม้ว่ารองอธิบดีกรมอุทยานฯ ของไทยจะแย้งว่าไทยไม่ใช่ประเทศที่เป็นศูนย์กลางการค้างาช้างเถื่อนตามที่ถูกกล่าวหา เพราะจากข้อเท็จจริงควรจะจัดประเทศไทยไว้ในกลุ่มประเทศทางผ่านเท่านั้น พร้อมกับย้ำว่าไทยได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าองค์การเหล่านั้นไม่ฟังคำแก้ตัวของไทย มุ่งมั่นจะให้ไทยแก้ไขกฎหมายให้ได้มาตรฐานสากลให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องกำหนดท่าทีให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกกดดันถึงขั้นนานาประเทศระงับการทำการค้าในเรื่องพืชและสัตว์ที่ถูกกฎหมายซึ่งมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทในแต่ละปีก็ได้