คอลัมนิสต์

การเมืองแบบกัมพูชา

การเมืองแบบกัมพูชา

06 ก.พ. 2556

การเมืองแบบกัมพูชา : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

                ภาพข่าวบรรยากาศพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ณ พระราชวังหลวง ในกรุงพนมเปญ ที่มีชาวกัมพูชานับล้านมาร่วมถวายความอาลัยอดีตพระมหากษัตริย์ จะต้องถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์กัมพูชาอีกครั้งหนึ่ง

                หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิง สมเด็จพระชายาโมนิก และสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชา จะนำพระอัฐิของสมเด็จพระนโรดม สีหนุบางส่วน ไปโรยลงสู่โตนเลสาบ และพระอัฐิที่เหลือจะบรรจุลงในพระโกศ เพื่อนำไปประดิษฐานในพระราชวัง ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ

                วันก่อน อาจารย์สุวัฒน์ ทาสุคนธ์ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ ถึงบทบาทของอดีตพระมหากษัตริย์ ในวิกฤติการณ์การเมือง นับแต่ยุคล่าเมืองขึ้นแบบเก่าจนถึงยุคปัจจุบัน

                "หลังจากกัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส ด้วยความกังวลพระทัยจากความขัดแย้งที่มีมาในอดีต สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ก็เปลี่ยนสถานภาพจากพระมหากษัตริย์ลงมาเล่นการเมืองเสียเอง ข้อดีคือท่านต้องการมาควบคุมอำนาจทางการเมือง แต่ก็ทำให้ท่านตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งจากภายใน และภายนอกประเทศ"

                นั่นหมายถึง "สีหนุ" ต้องเผชิญแรงกดดันจากมหาอำนาจปักกิ่งกับวอชิงตันในยุคสงครามเย็น และการแย่งชิงอำนาจระหว่าง "ขุนศึกฝ่ายขวา" กับ "กลุ่มคอมมิวนิสต์เขมร" ที่ได้รับการสนับสนุนจากปักกิ่งและฮานอย

                กลุ่มคอมมิวนิสต์เขมรนั้นมีพัฒนาการมาจาก "ขบวนการกู้ชาติอินโดจีน" ในยุคที่ฝรั่งเศสครอบครองเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ขบวนการดังกล่าวเป็นทั้ง "มิตร" และ "ศัตรู" ของระบอบพระมหากษัตริย์กัมพูชา

                "เคยมีนักข่าวถามท่านว่า ท่านจะเลือกโลกเสรีประชาธิปไตยหรือโลกคอมมิวนิสต์ ท่านบอกว่าจะเลือกโลกกัมพูชา" อาจารย์สุวัฒน์เล่า

                "โดยเจตนาของท่านมีเจตนาที่ดีในการลงมาเล่นการเมือง แต่ก็ถือเป็นวิบากกรรม"

                วิบากที่ว่านั้น ทำให้พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่เป็น "แนวร่วม" กับพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา สร้างสังคมใหม่แบบเขมรแดง ต่อมา "ระบอบเขมรแดง" ก็ถูกทำลายโดยกองทัพเวียดนาม และอดีตสมาชิกเขมรแดงที่ชื่อ "ฮุน เซน"

                จะอย่างไรก็ตาม พระองค์ยังได้รับความเคารพศรัทธาจากคนกัมพูชา ในฐานะ "พระบิดาแห่งเอกราช" และพระมหากษัตริย์ ผู้สืบทอดพระราชอำนาจมาจากระบบเทวราชา

                "การที่ฮุน เซน ต้องการรักษาฐานอำนาจทางการเมือง ก็จำเป็นจะต้องทำในเรื่องนี้ เหมือนกับเป็นการฟื้นฟูระบบสถาบันกษัตริย์ขึ้นมาใหม่ เป็นสิ่งที่ดี เป็นศูนย์รวมกำลังใจของคนในพื้นที่ เพราะความคิด ความเชื่อแบบโบราณดั้งเดิมก็ยังฝังอยู่ในรากเหง้าของการเติบโตทางประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ซึ่งหากไม่ทำก็ถือว่ารัฐบาลละเลยในสิ่งที่ต้องทำ ซึ่งจะเรียกว่าสถาบันกษัตริย์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของรัฐด้วย"

                อาจารย์สุวัฒน์กล่าวถึงการเมืองกัมพูชาใน พ.ศ.นี้ ที่มีการเปลี่ยนจากระบอบสาธารณรัฐประชาชน มาเป็นระบอบราชอาณาจักร นับตั้งแต่สหประชาชาติได้เข้าไปจัดการถ่ายโอนอำนาจทางการเมืองด้วยการจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในปี 1993

                เหนืออื่นใด จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติของกัมพูชา ครั้งที่ 5 ในวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ และคงเป็นการต่อสู้ระหว่างฮุน เซน ในฐานะผู้นำพรรคประชาชนกัมพูชา กับสัม รังสี ประธานพรรคกอบกู้ชาติ ที่มาจากการรวมพรรคสัม รังสี เข้ากับพรรคสิทธิมนุษยชนของ เข็ม สุขา

                เชื่อว่าพรรคประชาชนกัมพูชา จะได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น ด้วยนโยบายพัฒนาพลังงานของประเทศ และนโยบายชาตินิยม อันเกี่ยวเนื่องกับคดีปราสาทพระวิหารรอบใหม่

.......

(หมายเหตุ : การเมืองแบบกัมพูชา : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา)