คอลัมนิสต์

บรรยากาศการพัฒนาประเทศ

บรรยากาศการพัฒนาประเทศ

06 ก.พ. 2556

บรรยากาศการพัฒนาประเทศ : บทบรรณาธิการประจำวันที่6ก.พ.2556

               เหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 เดือน คนกรุงเทพฯ จะต้องออกไปใช้สิทธิเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้ามาบริหารเมืองหลวงและครั้งนี้ก็จัดว่าคึกคักไม่น้อยเพราะมีผู้สมัครทั้งสังกัดพรรคการเมืองและลงอิสระ สำหรับบรรยากาศการหาเสียงถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่มีเหตุรุนแรง ผู้สมัครต่างหานโยบายเอาใจคนกรุงเทพฯ กันชนิดวันต่อวันเลยทีเดียว การหาเสียงทำให้เห็นถึงบุคลิกลักษณะของผู้สมัครแต่ละคนเพื่อให้ประชาชนที่สนใจแนวทางการบริหารหรือชื่นชอบพรรคการเมืองไหนหรือผู้สมัครคนใดก็เป็นสิทธิของประชาชนผู้นั้นจะตัดสินใจ

               ว่าด้วยบรรยากาศบ้านเมืองขณะนี้ค่อนข้างดี ไม่มีเหตุร้อนๆ หรือเงื่อนไขทางการเมืองที่ส่อเค้าความรุนแรง ชาวบ้านจึงอยู่กันอย่างสบายใจ ทำมาหากินกันตามปกติ เศรษฐกิจโดยรวมกำลังเดินหน้าไปด้วยดี ถึงแม้จะมีภาคธุรกิจบางส่วนซวนเซจากบางนโยบาย แต่ภาพรวมจัดว่าใช้ได้ ดูจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่พุ่งทะยานเกิน 1,500 จุด สูงสุดในรอบ 18 ปี ขณะเดียวกันรัฐบาลก็พยายามลดเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคม ถือว่าการบริหารประเทศกำลังเข้าสู่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมากกว่าปมทางการเมือง  บรรยากาศแบบนี้แหละที่นักลงทุกอยากเห็น ต่างชาติเกิดความเชื่อมั่น เงินทุนต่างๆ จะเริ่มไหลเข้าประเทศ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติด้วย

               ยังมีสัญญาณที่ดีเกี่ยวกับชาติมหาอำนาจอย่างจีนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยและภูมิภาคนี้ จากงานสัมมนาเรื่อง "การเติบโตของจีนต่อโอกาสทางเศรษฐกิจของภาคเหนือตอนล่างและภูมิภาค" จัดโดยมหาวิทยาลัยนเรศวร มีเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง และเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย รวมถึงรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยจีนเน้นไปที่เครือข่ายคมนาคมรถไฟความเร็วสูงที่ช่วยย่นระยะเวลาการขนส่งได้มาก ไทยจะได้ประโยชน์เพราะจัดเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของจีน มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เอกอัครราชทูตจีนยืนยันว่า จีนพร้อมลงทุนเส้นทางรถไฟความเร็วสูงทันที 4 สาย และมั่นว่าจะมีการเซ็นสัญญาได้ไม่เกินสิ้นปีนี้

               ถ้าหากรัฐบาลไทยสามารถรักษาบรรยากาศทางการเมืองแบบนี้ไว้ได้ เชื่อว่านักลงทุนจะหันมามองตลาดบ้านเราอีกครั้ง ที่ผ่านมาเงินทุนต่างชาติไหลออกไปก็สืบเนื่องมาจากปัญหาทางการเมือง การชุมนุมที่ใช้ความรุนแรง นโยบายที่แกว่งไปมาของหลายรัฐบาล ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ไม่ต่อเนื่อง นโยบายของประเทศไม่นิ่ง ทำให้การเติบโตในบ้านเราช้ากว่าที่ควรจะเป็น อย่าง เวียดนาม การเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังถูกจับตา หรือแม้แต่ลาวที่นักลงทุนแห่เข้าไปพัฒนาตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ยันโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือแม้แต่พม่า "ทวาย" กำลังเนื้อหอมสำหรับนักลงทุนจากหลายประเทศ ถ้าเราหยุดความขัดแย้งทางการเมืองหันมาสนใจเรื่องปากท้องเชื่อว่าการเติบโตจะไปได้ดีกว่าที่ผ่านมา ทั้งนี้ต้องมีบรรยากาศเอื้อต่อการลงทุนด้วย