คอลัมนิสต์

ทำโพลล์ต้องมีจริยธรรม

ทำโพลล์ต้องมีจริยธรรม

05 ก.พ. 2556

ทำโพลล์ต้องมีจริยธรรม : บทบรรณาธิการประจำวันที่5ก.พ.2556

               การเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งนี้ น่าจะเป็นการเลือกตั้งที่ต้องบันทึกไว้เลยว่า "โพลล์" ถูกร้องเรียนและมีการเรียกร้องให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ใช้อำนาจจัดการยุติบทบาทมากที่สุดแล้ว เมื่อล่าสุด ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ได้เดินทางไปยื่นเรื่องให้ กกต.สั่งระงับการเผยแพร่ผลการสำรวจความเห็นของประชาชนที่เกี่ยวกับตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยอ้างว่า ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่เผยแพร่ออกมานั้นชี้นำการตัดสินใจของผู้มีสิทธิลงคะเแนน

               ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เขียนบทความชื่อ "อย่าเชื่อโพลล์" แต่ก็บอกว่า ไม่ควรละเลยผลการสำรวจที่สะท้อนความเห็นของคนทุกระดับชั้น แต่ก็ยอมรับว่า โพลล์อาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้ หากว่า "หลักความเป็นตัวแทน" ที่โพลล์นำมาใช้ไม่ครอบคลุมประชากร หรือการลงไปเก็บข้อมูลที่ไม่ดีพอ แทนที่จะไปที่ครัวเรือนแต่กลับไปที่ห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้ ยังมีหลักของความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้ทุกขั้นตอน ทั้งจากความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการเลือกตัวอย่าง ความคลาดเคลื่อนที่มาจากแบบสอบถามที่ไม่มีคุณภาพ จากอคติของผู้ตอบและอคติของผู้ถาม รวมถึงการประมวลผลข้อมูลผิดพลาด

               ก่อนหน้านี้ การทำโพลล์นั้นเป็นหลักวิชาการที่ไม่ว่าจะเป็นการเมืองหรือธุรกิจจะใช้ผลการสำรวจนั้นชี้วัด ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้การก้าวไปสู่เป้าหมาย หรือประกอบการตัดสินใจ ผิดพลาดน้อยที่สุด แต่เมื่อการเมืองที่แข่งขันเข้มข้นใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้ง ทำให้โพลล์ในระยะหลังนี้ถูกมองว่า ชี้นำ และไม่ใช่หลักวิชาการ แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเบี่ยงเบนความเป็นจริงและนำมาซึ่งชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ให้แก่ใครก็ได้ เพราะผลของโพลล์ที่ตอกย้ำเป็นระยะนั้น แม้ว่าจะยังไม่มีผลการศึกษาอย่างเป็นระบบ แต่ทุกฝ่ายก็ยอมรับว่า มีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

               ที่ผ่านมาก็ไม่ใช่ว่า กกต.จะไม่เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ไม่อาจใช้อำนาจจำกัดเจตนารมณ์ของการจัดทำโพลล์ด้วยหลักวิชาการจริงๆ จึงทำได้เพียงแค่ การห้ามเผยแพร่ผลการสำรวจความนิยมของผู้สมัครรับเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน พร้อมกำหนดโทษอาญาเอาไว้ เฉพาะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.นี้ ผู้ที่ฝ่าฝืน มาตรา 57 พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี ส่วนการทำเอ็กซิทโพลล์ ก็ให้ถามนอกหน่วยเลือกตั้งและถามหลังลงคะแนน

               เราคงไม่สามารถปล่อยให้ธรรมชาติลงโทษ "โพลล์" ที่ขาดหลักวิชาการ และเต็มไปด้วยอคติ ที่ออกมาเพื่อเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงต่อไปได้ เพราะโพลล์ที่ออกมานั้นล้วนสังกัดสถานศึกษา เป็นเบ้าหลอมให้กำลังของชาติได้เติบใหญ่อย่างมีความรู้มีคุณธรรม เพราะหากเบ้าหลอมขาดซึ่งจริยธรรมเสียแล้วอนาคตของชาติจะเป็นเช่นไร