คอลัมนิสต์

'ผู้ว่าฯ-นายอำเภอ'เต้นสแกน300บาท

'ผู้ว่าฯ-นายอำเภอ'เต้นสแกน300บาท

04 ก.พ. 2556

'ผู้ว่าฯ-นายอำเภอ'สแกน300บาท สรุปปัญหาปิดโรงงานก่อนสานต่อ : ขยายปมร้อน โดยวัฒนา ค้ำชู

              หนึ่งในนโยบายหาเสียงหลักของ "พรรคเพื่อไทย" ในการเลือกตั้งปี 2554 และนำมาสู่การขับเคลื่อนออกมาเป็นนโยบายของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และได้มีการให้สัญญาประชาคมต่อประชาชนในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 25 สิงหาคม 2554 ก็คือ “ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ”

              โดยตอนหนึ่งระบุว่า “ค่าแรงงานนั้นเป็นสิ่งที่ทำอย่างไรให้พี่น้องที่ใช้แรงงานนั้นสามารถดำรงอยู่ได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ขอยืนยันว่า ถ้อยคำที่แถลงในนโยบายของรัฐบาลที่ระบุว่า ดำเนินการให้แรงงานมีรายได้วันละไม่น้อยกว่า 300 บาท นั้น มีความหมายเดียวกับพรรคเพื่อไทยที่ใช้ในการหาเสียง ต้องการให้หมายความรวมถึงลูกจ้างภาครัฐ และภาคเอกชนทั้งหมด เรามุ่งผลลัพธ์ที่จะทำอย่างไรให้รายได้ของผู้ใช้แรงงานเพิ่มขึ้น สำหรับภาคเอกชนที่มีผลกระทบ ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ รัฐบาลยินดีที่จะให้คำปรึกษาหารือ และร่วมมือตามความเหมาะสมกับผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อภาคเอกชน และอำนวยความสะดวกให้เอกชนปรับตัวได้สำหรับค่าแรง 300 บาท” (ยิ่งลักษณ์ - นายกรัฐมนตรี 25 ส.ค.54)

              พลันที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงาน ประกาศเดินหน้าจะให้ใช้นโยบายค่าแรง 300 บาท ก็มีเสียงคัดค้านไม่เห็นด้วยออกมาจากบางฝ่าย แต่ที่ดังสุดก็คือจาก "สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” เพราะนโยบายดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนทางธุรกิจเพิ่มขึ้น

              แรงกระตุกให้รัฐบาลทบทวนนโยบายไร้ผล เพราะได้ประกาศเป็นนโยบายแล้ว ที่สำคัญรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยเทใจให้กลุ่มฐานเสียงแรงงานเป็นหลัก สิ่งที่รัฐบาลทำได้ก็คือ พยายามหามาตรการช่วยเหลือลดต้นทุนภาคอุตสาหกรรม เพื่อทดแทนต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้น

              จนสุดท้าย เมื่อรัฐบาลเชื่อว่า คุมสถานการณ์ได้ ก็ขับเคลื่อนตามที่ได้ประกาศเอาไว้ มีการประกาศให้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท มีผลใช้ทั่วประเทศตั้งแต่เมื่อ 1 มกราคม 2556 จากที่ก่อนหน้านี้ได้ประกาศนำร่องไปแล้วในพื้นที่ 7 จังหวัด

              แล้วก็ตามคาด แค่หลัง 1 มกราคม 2556 ก็เกิดข่าวภาคธุรกิจจำนวนมากพากันได้รับผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย หรือ เอสเอ็มอี มีโรงงานขนาดเล็ก ขนาดกลาง หลายแห่งเริ่มทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 เดือน กว่าร้อยโรงงาน ทำให้กลุ่มแรงงานต้องถูกลอยแพจำนวนมาก

              ขณะที่รัฐบาลก็พยายามชี้ให้เห็นว่า การปิดตัวของโรงงานเนื่องจากผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว จึงถือโอกาสเลิกกิจการหรือปลดพนักงาน เพื่อลดต้นทุน ไม่ใช่เพราะได้รับผลกระทบ 300 บาท พร้อมกับการหามาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจ เช่น การลดภาษีนิติบุคคลบางกิจการลงเพื่อลดต้นทุนการดำเนินการ

              สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยก็คือ ใช้ ”กลไกอำนาจรัฐ” ในมือปิดจุดอ่อนนโยบายตัวเอง จึงเป็นที่มาของการที่ "กระทรวงมหาดไทย" โดย “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นผู้รับผิดชอบ

              "รมว.มหาดไทย" ได้สั่งการถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศรวมถึงนายอำเภอให้ช่วยไปหาข้อเท็จจริงของการปิดตัวของเหล่าโรงงาน ที่อ้างว่าปิดตัวเพราะเกิดจากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทของรัฐบาล

              การที่รัฐบาลดำเนินเรื่องนี้โดย "กระทรวงมหาดไทย" เนื่องจากกลไกของกระทรวงมหาดไทยมีคนในเครือข่ายสามารถหาข้อมูลได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ได้มากกว่ากระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงแรงงาน

              ขณะที่ “จารุพงศ์” ก็เคยเป็น "อดีตปลัดกระทรวงแรงงาน" มาก่อน น่าจะมองเห็นว่า กลไกของมหาดไทยจะช่วยทำให้รัฐบาลเห็นภาพข้อเท็จจริงและนำไปแก้ปัญหาได้ตรงจุดไม่ให้ลุกลามจนส่งผลเสียต่อรัฐบาล

              มีนักวิชาการอิสระรายหนึ่งได้แสดงความเห็นว่า แม้ส่วนตัวจะไม่ชอบนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่ผลดีผลเสียต้องรอดูกันต่อไปในอนาคต ขณะนี้คงบอกได้ว่า รัฐบาลมีความจริงใจและกล้าหาญต่อผู้ใช้แรงงาน การชูนโยบายผลักดันเรื่องนี้เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นคนจนของประเทศ ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลวางตัวนิ่งเฉย จะแก้ปัญหาเฉพาะวันแรงงานที่มีการมาเรียกร้องขึ้นค่าแรงให้เท่ากับค่าครองชีพ

              “ผมมองว่า นโยบายค่าแรงขั้นต่ำเป็นประชานิยมแล้วส่งผลไปกระทบผู้ประกอบการ เรื่องนี้คิดว่าน่าจะมีทางออกสามารถแก้ไขได้ มีตัวอย่างพนักงานขับรถของราชการ ปัจจุบันเขามีเงินเดือนตั้งแต่ 5-7 พันบาทต่อเดือน เมื่อรัฐบาลมีนโยบายมาก็ได้มีการปรับขึ้นค่าครองชีพให้เพิ่ม 4-5 พันบาท หากรวมรายได้แล้วค่าแรงขั้นต่ำก็มากกว่า 300 บาท เรื่องนี้เป็นผลพวงจากนโยบายของรัฐบาล มีหลายคนมองการปิดโรงงานลงเป็นจากนโยบายของรัฐบาล ส่วนตัวแล้วเห็นว่า คงไม่เกี่ยวกัน เพราะการเปิดหรือปิดโรงงานย่อมมีขึ้นเป็นธรรมดาของธุรกิจ” นักวิชาการอิสระ กล่าว

              จากข้อมูลของ “นายอำเภอ” ผู้คลุกคลีในพื้นที่เล่าสู่กันฟังว่า เริ่มมีหลายโรงงานที่ประกอบธุรกิจแล้วไม่ประสบผลสำเร็จถือโอกาสปิดกิจการลง ผลจากการประกาศแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท นอกจากนี้ยังมีข้อมูลโรงงานที่เป็นโรงพิมพ์บางแห่งที่เคยจ้างแรงงานไม่ถึง 300 บาท แต่มีสวัสดิการเป็นรถรับส่งอาหารมื้อกลางวัน ถือเป็นการบริหารกิจการด้วยการลดต้นทุนหลังจากขึ้นค่าแรง 300 บาท ทำให้พนักงานต้องหาอาหารกลางวันมารับประทานเอง

              เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ระยะเริ่มต้นผลกระทบยังไม่ชัดเจน แต่ระยะยาวจะเกิดปัญหาแน่นอน ดูได้จากแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่เริ่มหลั่งไหลเข้ามาทำงานบ้านเราเพิ่มมากขึ้น!

              ดังนั้นต้องรอดูการบริหารงานของรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาในทิศทางใด

              แต่มีรายงานจากกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ในยามนี้โรงงานขนาดเล็กขนาดกลางได้มีการปิดตัวลงหลังการประกาศนโยบาย แม้จะยังไม่มากเท่า เป็นแค่หลักสิบไม่ถึงร้อย แต่ทว่าข้อมูลจากกระทรวงแรงงานที่ชัดเจน แรงงานเริ่มตกงานยอดเป็นหมื่นคนหลังนโยบายมีผลไม่ถึงไตรมาสแรก

              ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท จะพ่นพิษส่งผลกระทบในวงกว้าง จนสังคมแลเห็นความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลในการออกนโยบายโดยไม่มีการศึกษาผลกระทบเสียก่อนหรือไม่ คงต้องรอดูกันต่อไป เพื่อพิสูจน์ว่า กลไกอำนาจรัฐ ทั้ง "กระทรวงแรงงาน-กระทรวงอุตสาหกรรม-กระทรวงมหาดไทย" ร่วมมือสกัดปัญหาลุกลามได้หรือไม่

              เพื่อดูว่าสุดท้ายแล้วนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท รัฐบาลจะเดินหน้าแบบไร้รอยต่อ และจะก่อผลดีหรือต้องทบทวน เพราะหากทำต่อโดยไม่มีมาตรการมารองรับ ทั้งผู้ประกอบการและลูกจ้างคงมีแต่เจ๊งกับเจ๊ง!

........................

(หมายเหตุ : 'ผู้ว่าฯ-นายอำเภอ'สแกน300บาท สรุปปัญหาปิดโรงงานก่อนสานต่อ : ขยายปมร้อน โดยวัฒนา ค้ำชู)