
ผ่าปมสูญ'กล้องวงจรปิด'3จว.ใต้
ผ่าปมสูญ'กล้องวงจรปิด'3จว.ใต้ เผาทำลายหลักฐาน-ไร้บูรณาการ : ตะลุยกองทัพ โดยปกรณ์ พึ่งเนตร
ตั้งแต่ปีใหม่ 2556 เป็นต้นมา กล้องวงจรปิดถูกเผา และโจรกรรมไปแล้ว 3-4 รอบ สูญกล้องไม่ต่ำกว่า 100 ตัว หากนับจากครึ่งหลังของปี 2554 ที่เริ่มเกิดเหตุการณ์ “เผากล้อง” มีการเผามาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง กล้องพัง และหายร่วม 400 ตัว
“คม ชัด ลึก” ได้เจาะลึกถึงปัญหาจากการลงพื้นที่จริงพบว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้กล้องถูกเผา ประการแรกมาจากปัจจัยในเชิงเทคนิคที่ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถประมวลภาพได้อย่างทั่วถึง
กล่าวคือ กล้องวงจรปิดในปัจจุบันจะมีระบบเครื่องบันทึกภาพ หรือดีวีอาร์ เป็นอุปกรณ์ "เก็บภาพ" ซึ่งข้อมูลภาพจะถูกส่งต่อไปยังเครื่องรับภาพ หรือมอนิเตอร์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายจอทีวี และบางรุ่นก็ต่อเข้ากับจอคอมพิวเตอร์ได้
ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานจริงก็คือ จอมอนิเตอร์ที่ใช้ไม่ได้เป็นสัดส่วน 1 จอต่อ 1 กล้อง แต่ใช้แบบ 1 จอหลายกล้อง มีตั้งแต่ 4 กล้อง 8 กล้อง หรือมากกว่านั้น โดยมีการแบ่งซอยจอมอนิเตอร์เพื่อให้แสดงภาพจากกล้องพร้อมๆ กัน ทำให้ภาพเล็ก มองไม่เห็นรายละเอียด ทำให้เจ้าหน้าที่ตาลาย ไม่สามารถเฝ้าระวังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีการปฏิบัติงานอีกแบบก็คือ มีจอมอนิเตอร์ 1-2 จอ แล้วดึงภาพจากกล้องที่ติดตั้งอยู่ทั้งหมด อาจจะ 10 ตัว 20 ตัว หรือมากกว่านั้น ให้ภาพขึ้นจอมอนิเตอร์ "วนสลับ" กันไป
จุดอ่อนของวิธีนี้ก็คือ หากภาพที่ส่งขึ้นจอมอนิเตอร์ไม่ใช่ภาพจากกล้องที่กำลังถูกทำลายพอดีจะทำให้เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าดูมองไม่เห็น เพราะกว่าภาพจากกล้องตัวนั้นจะวนมาถึง กล้องก็อาจถูกทำลายไปแล้ว
สาเหตุที่หลายหน่วยงานเลือกใช้จอมอนิเตอร์ลักษณะนี้ เพราะราคาถูกกว่าแบบ 1 ต่อ 1 และใช้เจ้าหน้าที่เฝ้าดูจำนวนน้อย ยังไม่นับรวมปัญหาที่เกิดจากความจงใจ "ทุจริต" ด้วย
นอกจากนั้นบางพื้นที่มีจอมอนิเตอร์ แต่ไม่มีคนเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ไม่สามารถป้องกัน-ป้องปรามได้เลย และใช้ประโยชน์ได้เพียงดูภาพที่บันทึกได้หลังจากเกิดเหตุขึ้นเพื่อติดตามจับกุมคนร้ายเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาดั้งเดิมที่เป็นจุดอ่อนของระบบราชการทำให้การติดตั้งกล้องวงจรปิดไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร ดังนี้
1.ติดตั้งแบบไม่บูรณาการ หน่วยงานแต่ละแห่งแยกกันจัดซื้อ จัดจ้าง และติดตั้ง ใช้กล้องคนละชนิดกัน ไม่มีการเชื่อมต่อเครือข่ายสัญญาณภาพระหว่างกล้องที่เคยติดตั้งไว้กับกล้องที่ติดตั้งใหม่ ทำให้ไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้
จากการรวบรวมหน่วยงานที่จัดซื้อกล้องในพื้นที่ชายแดนใต้มีมากมายหลายหน่วยงาน เช่น กล้องของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีทั้งกรมการปกครอง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กล้องของทหาร ตำรวจ ที่ซื้อมาติดรอบๆ ฐาน หรือกล้องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กล้องของกระทรวงสาธารณสุข และกล้องกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น
2.สืบเนื่องจากข้อ 1 คือ เมื่อไม่บูรณาการทำให้การกำหนดจุดติดตั้งไม่เหมาะสม ไม่สามารถจับภาพหรือเฝ้าระวังเหตุร้ายได้อย่างเพียงพอ
3.คุณภาพของกล้องต่ำเกินไป ไม่เหมาะกับพื้นที่ที่มีสถานการณ์ความไม่สงบ กล้องบางตัวยังเป็นแบบติดตั้งอยู่กับที่ ไม่สามารถหมุนซ้าย-ขวาหรือซูมเข้า-ออกได้ กล้องเกือบทั้งหมดไม่มีระบบป้องกันตัวเอง คือส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีความร้อนหรือถูกกระทบด้วยของแข็ง
ปัญหาบางส่วนเกิดจากการ "ทุจริต" เขียนโครงการจัดซื้อกล้องในราคาสูง แต่กลับซื้อกล้องราคาต่ำ เพราะไม่ค่อยมีการตรวจสอบ และการทุจริตยังถือเป็นต้นเหตุของการ "สร้างสถานการณ์" เผากล้องเพื่อ "ปกปิดหลักฐาน" ด้วย
ที่ผ่านมาเคยมีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด สภาผู้แทนราษฎร เพื่อตรวจสอบปัญหาการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีการสรุปปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนี้
1.กล้องมีจำนวนน้อยเกินไป ไม่สามารถป้องกันและป้องปรามผู้กระทำผิดได้เท่าที่ควร 2.กล้องคุณภาพไม่ดี ภาพไม่ละเอียด เมื่อเกิดเหตุการณ์จึงไม่สามารถจับภาพคนร้ายได้อย่างชัดเจน 3.การติดตั้งกล้องแยกจุดกัน ทำให้ยากลำบากในการประสานงานและเชื่อมโยงเครือข่ายภาพ 4.คนร้ายมักตัดกระแสไฟฟ้าก่อนการกระทำผิด ทำให้กล้องไม่สามารถใช้งานได้ 5.กล้องไม่มีระบบแบ็กอัพข้อมูลที่เพียงพอต่อการใช้งาน และไม่มีระบบสำรองข้อมูลภาพกรณีภาพแรกถูกทำลาย 6.กล้องถูกออกแบบมาเพื่อใช้จับภาพอย่างเดียว ไม่มีเทคโนโลยีอื่นเพิ่มเติม เช่น ระบบจดจำใบหน้าบุคคล 7.กล้องขาดระบบแผนที่ดิจิตอล ไม่สามารถระบุพิกัดสถานที่เกิดเหตุได้ หลายอำเภอใช้ระบบไร้สาย ทำให้สัญญาณภาพไม่ชัดหรือบันทึกภาพไม่ได้เวลาสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย 8.ไม่มีการตรวจสอบอย่างแท้จริงว่ากล้องทั้งหมดมีกี่ระบบ 9.มีการเอื้อประโยชน์การประมูลให้ผู้รับเหมาบางราย ทำให้ได้กล้องไม่มีคุณภาพ ราคาแพงเกินจริง และติดตั้งสายไฟเบอร์ออพติกไม่ครบถ้วน และ 10.การติดตั้งกล้องมีปัญหาความล่าช้าและติดตั้งไม่ได้ตามจำนวนที่กำหนด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดรัฐบาลได้ขยับออกมาตรการแก้ไขปัญหา ด้วยการสั่งการเป็นนโยบายให้การจัดซื้อกล้องหลังจากนี้ทั้งหมดต้องผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ และสเปกจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อให้กล้องมีระดับคุณภาพใกล้เคียงกัน สามารถเชื่อมข้อมูลกันได้ โดยเฉพาะการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดเพิ่มใน 13 พื้นที่ปลอดภัยชายแดนใต้
นอกจากนั้น ยังให้เพิ่ม "ซอฟต์แวร์การแจ้งเตือน" ซึ่งสามารถติดตั้งเพิ่มเข้าไปได้ เช่น เวลามีความร้อนหรือของแข็งกระทบตัวกล้อง ให้ส่งสัญญาณเตือนไปที่จอมอนิเตอร์ หรือการตั้งค่าแจ้งเตือนอื่นๆ อาทิ พื้นที่ห้ามจอด แต่กลับมีรถมาจอดเกินระยะเวลาที่กำหนด ก็สั่งให้กล้องสามารถแจ้งเตือนได้ เป็นต้น
ทั้งนี้ ระบบการแจ้งเตือนจะช่วยลดภาระให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าดูจอมอนิเตอร์ เพราะมีการทดสอบแล้วว่า คนที่ดูจอมอนิเตอร์แค่ 5-10 จอ ระยะเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง ประสิทธิภาพการเฝ้าระวังจะลดลงถึง 50%
ขณะเดียวกัน ก็มีข้อเสนออื่นๆ จากผู้เชี่ยวชาญ เช่น ให้นำระบบอินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้ในการเข้าถึงภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด เพื่อเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการมอนิเตอร์ภาพจากกล้อง และเฝ้าระวังเหตุร้ายหรืออาชญากรรม แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาล
.................
(หมายเหตุ : ผ่าปมสูญ'กล้องวงจรปิด'3จว.ใต้ เผาทำลายหลักฐาน-ไร้บูรณาการ : ตะลุยกองทัพ โดยปกรณ์ พึ่งเนตร)



