
สามหญิงสามมุม
สามหญิงสามมุม : บทบรรณาธิการประจำวันที่1ก.พ.2556
สื่อตะวันตกทั้งหนังสือพิมพ์เฮรัลด์ทรีบูนและนิวยอร์กไทม์ต่างประโคมข่าวเชิงเสียดสีการเมืองไทยว่านายกรัฐมนตรีตัวจริงของไทยผู้มีอำนาจตัดสินใจในนโยบายสำคัญๆ นั้นไม่ใช่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งบริหารประเทศแต่เพียงในนามมานานถึงหนึ่งปีครึ่งแล้ว หากแต่เป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย ซึ่งแม้จะเป็นนักโทษหนีคุกแต่กลับมีอำนาจบริหารประเทศตัวจริงโดยไม่มีเรื่องของระยะทาง หมายจับหรือการสุ่มเสี่ยงต่อการติดคุกมาเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด เนื่องจากสามารถสั่งการหรือให้คำแนะนำแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือรัฐมนตรีหลายคนผ่านสไกป์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือส่งข้อความผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ ไม่นับรวมถึงกรณีเรียกอ่านเอกสารสำคัญของรัฐบาลทางอีเมลที่ข้าราชการผู้ภักดีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งไปให้อ่าน ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ วัย 45 ปี มีหน้าที่เพียงแค่เดินทางไปตัดริบบิ้นเปิดงานหรือกล่าวสุนทรพจน์ในโอกาสต่างๆ แม้เธอจะยืนยันมาโดยตลอดว่าเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงเสียงจริงของไทยก็ตาม
รายงานกึ่งวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทั้งสองฉบับนี้มีขึ้นในช่วงเดียวกับที่นางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านและว่าที่ประธานาธิบดีในอนาคตของพม่ากำลังเดินทางไปเยือนเกาหลีใต้ ระหว่างนั้นได้พบปะพูดคุยกับ น.ส.ปัก กึนเฮ ว่าที่ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้ที่มีกำหนดการจะทำพิธีสาบานตนในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ เหตุการณ์ประจวบเหมาะนี้ทำให้สังคมโลกมีโอกาสเปรียบเทียบภาพลักษณ์และบทบาทของผู้นำหญิงในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งสามคนว่ามีความเหมือนและแตกต่างกันหรือไม่ในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายสำคัญในประเทศและในระดับภูมิภาค
ภาพลักษณ์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผ่านการตอกย้ำของสื่อตะวันตกก็คือภาพลักษณ์ของหญิงไทยโบราณในยุคของสังคมชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงผู้ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่มีปากเสียง ปล่อยให้ผู้ชายเป็นผู้ตัดสินใจหรือกำหนดชะตากรรมในเรื่องต่างๆ เอง โดยผู้หญิงมีหน้าที่แค่ทำตามคำสั่งแต่โดยดี ภาพลักษณ์นี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับภาพลักษณ์ของนางซูจี ผู้ได้รับการเชิดชูว่าเป็นสัญลักษณ์ของหญิงแกร่งผู้ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจล้นฟ้าของเผด็จการทหารหรือต่อความอยุติธรรมใดๆ แม้จะถูกกักบริเวณนานกว่า 15 ปี ที่สำคัญเมื่อได้รับอิสรภาพและก้าวสู่การเมืองในระบบ เธอก็พร้อมจะอภัยให้แก่เผด็จการเหล่านั้น อีกทั้งยินดีจับมือกันเพื่อช่วยกันนำพาประเทศให้เจริญก้าวหน้า
ส่วน น.ส.ปัก กึนเฮ ก็มีปูมหลังคล้ายกับนางซูจี ตรงที่เป็นลูกสาวของผู้นำประเทศที่ถูกลอบสังหารเหมือนกัน โดย น.ส.ปักเป็นลูกสาวของอดีตจอมเผด็จการ ปัก จุงฮี ที่ปกครองเกาหลีใต้มานาน 18 ปีเต็ม ทั้งสองหญิงยังกล้ามากพอที่จะทลายกรอบคิดของสังคมเก่าแล้วสร้างสังคมและการเมืองแบบใหม่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเธอรู้จักใช้ปูมหลังและฐานเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากประชาชนมาเป็นประโยชน์ อันเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในตัวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร



