คอลัมนิสต์

ร่วมมือแก้ไข-ก่อนสังคมเสื่อม

ร่วมมือแก้ไข-ก่อนสังคมเสื่อม

31 ม.ค. 2556

ร่วมมือแก้ไข-ก่อนสังคมเสื่อม : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 31 ม.ค.2556

             ปัญหาสังคมของประเทศมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะคดีความที่เกี่ยวกับเด็กเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่มีมากขึ้นจนปรากฏบนสื่อแทบจะรายวัน ทั้งเรื่องยาเสพติด ทะเลาะวิวาทจนถึงก่ออาชญากรรมรุนแรง รวมทั้งกรณีที่เยาวชนตกเป็นเหยื่อถูกล่อลวงไปขายบริการก็มีเกิดขึ้นบ่อยครั้งเป็นสถิติที่สูงขึ้นตลอด แม้จะมีความพยายามสอดส่องปราบปรามแล้วก็ตาม ล่าสุดในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีคดีที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ หรือปคม.ได้เข้ากวาดล้างกลุ่มมิจฉาชีพที่มีพฤติกรรมนำเด็กสาวอายุไม่เกิน 18 ปีมาขายบริการทางเพศ ซึ่งสามารถจับกุมได้หลายราย พื้นที่เกิดเหตุมีทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่น่าสลดใจคือเยาวชนที่เกี่ยวข้องนั้นมีอายุต่ำสุดแค่ 12 ปี เหตุคดีนี้เกิดขึ้นที่นครสวรรค์

             ส่วนใหญ่ในการกระทำผิดเมื่อถูกจับกุมได้ มักใช้ข้ออ้างว่าเด็กสาวเหล่านั้นยินยอมพร้อมใจขายบริการเอง หรืออ้างว่าไม่ทราบอายุของเด็กหญิง แต่ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใดก็ตาม การขายบริการทางเพศเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และยิ่งนำเด็กสาวอายุต่ำกว่า 18 ปีมาค้าประเวณีมีบทลงโทษที่รุนแรงมากขึ้น แต่ดูเสมือนว่าผู้ที่มาใช้บริการจะไม่กลัวเกรงต่อตัวบทกฎหมายเลย รวมถึงผู้จัดหรือนายหน้าให้มีการค้าประเวณีก็มีเพิ่มขึ้น ซุกซ่อนอยู่ทุกพื้นที่ แม้จะมีการกวาดจับอย่างเข้มข้น แต่ก็ยังมีผุดขึ้นใหม่ไม่หยุด และกลายเป็นเรื่องชาชินไปแล้วในสังคม นั่นเท่ากับระดับความตื่นตัวและการให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวลดต่ำลงไปด้วย ทั้งที่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ฝ่ายเกี่ยวข้องต้องร่วมกันเพื่อยุติสิ่งเหล่านี้ให้ได้

             สภาพในสังคมปัจจุบัน การค้าประเวณีเด็กนั้นมีทั้งชายและหญิงเป็นการค้ามนุษย์ และการที่ไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวหลากหลายประเภทเข้ามา ทำให้ปัญหานำเด็กมาขายบริการแก่นักท่องเที่ยวมากขึ้นตามไปด้วย อย่างเช่นข่าวที่ปรากฏว่าแม่นำลูกสาวอายุไม่ถึง 15 ปีเร่ขายบริการทางเพศในเมืองท่องเที่ยวหรือกรณีเด็กสาวอายุ 13 ปี ไปนั่งชายหาดเพื่อขายบริการชาวต่างชาติ เหล่านี้ต่างนำมาซึ่งความเสื่อมของสังคม เชื่อมโยงไปสู่ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม โดยเฉพาะตัวเด็กที่ผ่านการขายบริการจะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานของสังคม เมื่อเติบโตขึ้นก็เป็นไปได้ยากที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และการปล่อยปละละเลยจะยิ่งกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศ

             สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ องค์กรเอกชน และชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ควรเข้าไปจัดการให้ตรงจุด เข้าไปสร้างความเข้าใจ ติดอาวุธทางปัญญาให้กลุ่มเสี่ยง โดยการเข้าไปให้ความรู้ สร้างทัศนคติที่ดี อย่าให้หลงเข้าในทางที่ผิดหรือถูกล่อลวงได้ ซึ่งมีการสำรวจพบว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของเด็กนั้น มาจากครอบครัว ทั้งเรื่องของความยากจน ครอบครัวแตกแยก การเลี้ยงดูและการอบรมไม่ถูกวิธี และที่สำคัญต้องแก้ไขด้วยการสร้างค่านิยมที่ไม่ยึดติดกับเงินทอง ความฟุ้งเฟ้อ สร้างประสบการณ์และฝึกทักษะอาชีพ ซึ่งทุกส่วนในสังคมตั้งแต่ระดับครอบครัวขึ้นไปต้องมีส่วนร่วมจัดการ เพราะปัญหาขยายตัวออกไปทุกวันไม่หยุดยั้ง