
ตำรวจกับนักการเมือง?
ตำรวจกับนักการเมือง? : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
เกลือเป็นหนอนเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งที่ท้าทายตำรวจมืออาชีพว่ามีความสามารถในการใช้ไหวพริบปฏิภาณในการปราบปรามอาชญากรรมได้มากน้อยเพียงใด ?
นอกเหนือจากการต้องฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคภายนอกองค์กรตำรวจที่ส่งเสริมสนับสนุนพลังอำนาจของกลุ่มผู้กระทำผิดแล้วนั้น เหล่าบรรดาตำรวจผู้ที่มีหัวใจเป็นตำรวจ 100% (ไม่มั่นใจว่าในปัจจุบันมีมากน้อยเพียงใด) จะต้องฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคจากตำรวจด้วยกัน หากแต่มีการกระทำเป็นฝ่ายผู้กระทำผิดที่อยู่ตรงข้ามกับตำรวจ
"ต้องใช้แผนซ้อนแผน ล่อหลอกสารพัด ไม่มีใครรู้ความจริงนอกจากทีมทำงานเพียง 3 คน ทุกอย่างคือข่าวลวง” นายตำรวจใหญ่เล่าให้ฟังถึง ยุทธวิธีสับขาหลอก เพื่อให้การจับกุมประสบความสำเร็จ เนื่องมาจากงานปราบปรามผู้กระทำผิดรายใหญ่ที่มากด้วยอิทธิพลและบารมีนี้ มิได้มีเพียงเฉพาะลิ่วล้อที่เป็นโจรเท่านั้น หากแต่ยังมีลิ่วล้อประเภทตำรวจสายโจรด้วย !
“ขายทั้งตัว ขายทั้งวิญญาณความเป็นตำรวจไม่มีเหลือ ยังมีหน้ามาใส่เครื่องแบบ” นายตำรวจใหญ่พูดถึงบุคคลเหล่านั้นด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองและอัดอั้น เนื่องมาจากไม่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆเพื่อเอาผิดกับบุคคลเหล่านี้ได้
พฤติกรรมของตำรวจนอกแถวที่สวมเครื่องแบบตำรวจโดยไร้จิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นี้แสดงออกอย่างชัดเจนจนเป็นที่รู้กันทั่วไปในวงการตำรวจ หากเป็นระดับสถานีตำรวจก็สามารถชี้ตัวได้เลยว่า ตำรวจคนไหนพวกใคร แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างเห็นได้ชัดเจน
“พวกใคร” หมายถึง พวกนักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลกลุ่มก๊วนใด !
ความชัดเจนที่ทำให้สามารถแบ่งแยก “พวก” ได้นั้นอาจเนื่องมาจากการใช้เวลาส่วนใหญ่ในการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน การดูแลปรนนิบัติให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล และแม้กระทั่งการร่วมงานกันในรูปแบบที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเกื้อกูลช่วยเหลือกันเป็นการพิเศษที่แตกต่างจากการร่วมงานกับกลุ่มอื่นๆ หรือหน่วยงานอื่นๆ
ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันระหว่างตำรวจกับนักการเมือง และผู้มีอิทธิพลนั้นเป็นสิ่งไม่สามารถแยกขาดจากกันได้เปรียบดั่ง ผงเหล็กกับแม่เหล็กที่มักวิ่งเข้าหากัน ทั้งนี้อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากธรรมชาติของงานตำรวจและระบบการบริหารราชการด้วย และสามารถเข้าใจได้ว่าเป็น สิ่งที่ยากยิ่งที่ตำรวจมืออาชีพจะต้องใช้ความเข้มแข็งอย่างมาก ในการ “ว่ายทวนกระแสน้ำ” เพื่อรักษาความเป็นตำรวจมืออาชีพเอาไว้ให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำรวจมือใหม่ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาและตำรวจชั้นผู้น้อยทั้งหลาย ทั้งนี้เพราะบริบทที่ทั้งผลักทั้งดันให้กลุ่มตำรวจกลุ่มนี้ประพฤติปฏิบัติตัว “ว่ายตามกระแสน้ำที่สกปรกนั้น” มิได้มีเพียงกลุ่มบุคคลที่อยู่ตรงข้ามกับตำรวจเท่านั้น หากแต่บรรดาผู้บังคับบัญชาที่นอกจากมิได้ทำตัวเป็น “นาย” ที่ดี มิได้ทำตัวเป็น “ต้นแบบที่ดี” แล้วนั้น ยังกลายเป็นผู้ที่เรียกร้อง กดดัน และผลักไสเหล่าบรรดาลูกน้อง รุ่นน้อง และผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยรูปแบบวิธีการต่างๆ จนทำให้พวกเขาต้องเดินเข้าสู่เส้นทางสีดำ หรือเข้าไปร่วมสนับสนุนผู้มีอิทธิพลเพื่อให้ตนเองได้มีพลังอำนาจในการต่อต้าน ต่อรองมากขึ้น
เป็นเรื่องยากที่จะทำให้ตำรวจเป็นอิสระจากการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลในเงื่อนไขของบริบททางสังคมปัจจุบัน แต่หากเมื่อใดพบว่า ตำรวจกลายร่างเป็นนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมจะต้องตั้งคำถาม ติดตาม และตรวจสอบอย่างเข้มงวดและเข้มแข็ง
อย่าเชื่อเพียงภาพลวงตาที่ปรากฏเพราะ ตำรวจไทยแท้ๆ ไม่ชอบโชว์และไม่มีความสามารถในการประชาสัมพันธ์อย่างแรง !
ตำรวจกับนักการเมือง? : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
เกลือเป็นหนอนเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งที่ท้าทายตำรวจมืออาชีพว่ามีความสามารถในการใช้ไหวพริบปฏิภาณในการปราบปรามอาชญากรรมได้มากน้อยเพียงใด ?
นอกเหนือจากการต้องฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคภายนอกองค์กรตำรวจที่ส่งเสริมสนับสนุนพลังอำนาจของกลุ่มผู้กระทำผิดแล้วนั้น เหล่าบรรดาตำรวจผู้ที่มีหัวใจเป็นตำรวจ 100% (ไม่มั่นใจว่าในปัจจุบันมีมากน้อยเพียงใด) จะต้องฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคจากตำรวจด้วยกัน หากแต่มีการกระทำเป็นฝ่ายผู้กระทำผิดที่อยู่ตรงข้ามกับตำรวจ
"ต้องใช้แผนซ้อนแผน ล่อหลอกสารพัด ไม่มีใครรู้ความจริงนอกจากทีมทำงานเพียง 3 คน ทุกอย่างคือข่าวลวง” นายตำรวจใหญ่เล่าให้ฟังถึง ยุทธวิธีสับขาหลอก เพื่อให้การจับกุมประสบความสำเร็จ เนื่องมาจากงานปราบปรามผู้กระทำผิดรายใหญ่ที่มากด้วยอิทธิพลและบารมีนี้ มิได้มีเพียงเฉพาะลิ่วล้อที่เป็นโจรเท่านั้น หากแต่ยังมีลิ่วล้อประเภทตำรวจสายโจรด้วย !
“ขายทั้งตัว ขายทั้งวิญญาณความเป็นตำรวจไม่มีเหลือ ยังมีหน้ามาใส่เครื่องแบบ” นายตำรวจใหญ่พูดถึงบุคคลเหล่านั้นด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองและอัดอั้น เนื่องมาจากไม่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆเพื่อเอาผิดกับบุคคลเหล่านี้ได้
พฤติกรรมของตำรวจนอกแถวที่สวมเครื่องแบบตำรวจโดยไร้จิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นี้แสดงออกอย่างชัดเจนจนเป็นที่รู้กันทั่วไปในวงการตำรวจ หากเป็นระดับสถานีตำรวจก็สามารถชี้ตัวได้เลยว่า ตำรวจคนไหนพวกใคร แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างเห็นได้ชัดเจน
“พวกใคร” หมายถึง พวกนักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลกลุ่มก๊วนใด !
ความชัดเจนที่ทำให้สามารถแบ่งแยก “พวก” ได้นั้นอาจเนื่องมาจากการใช้เวลาส่วนใหญ่ในการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน การดูแลปรนนิบัติให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล และแม้กระทั่งการร่วมงานกันในรูปแบบที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเกื้อกูลช่วยเหลือกันเป็นการพิเศษที่แตกต่างจากการร่วมงานกับกลุ่มอื่นๆ หรือหน่วยงานอื่นๆ
ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันระหว่างตำรวจกับนักการเมือง และผู้มีอิทธิพลนั้นเป็นสิ่งไม่สามารถแยกขาดจากกันได้เปรียบดั่ง ผงเหล็กกับแม่เหล็กที่มักวิ่งเข้าหากัน ทั้งนี้อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากธรรมชาติของงานตำรวจและระบบการบริหารราชการด้วย และสามารถเข้าใจได้ว่าเป็น สิ่งที่ยากยิ่งที่ตำรวจมืออาชีพจะต้องใช้ความเข้มแข็งอย่างมาก ในการ “ว่ายทวนกระแสน้ำ” เพื่อรักษาความเป็นตำรวจมืออาชีพเอาไว้ให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำรวจมือใหม่ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาและตำรวจชั้นผู้น้อยทั้งหลาย ทั้งนี้เพราะบริบทที่ทั้งผลักทั้งดันให้กลุ่มตำรวจกลุ่มนี้ประพฤติปฏิบัติตัว “ว่ายตามกระแสน้ำที่สกปรกนั้น” มิได้มีเพียงกลุ่มบุคคลที่อยู่ตรงข้ามกับตำรวจเท่านั้น หากแต่บรรดาผู้บังคับบัญชาที่นอกจากมิได้ทำตัวเป็น “นาย” ที่ดี มิได้ทำตัวเป็น “ต้นแบบที่ดี” แล้วนั้น ยังกลายเป็นผู้ที่เรียกร้อง กดดัน และผลักไสเหล่าบรรดาลูกน้อง รุ่นน้อง และผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยรูปแบบวิธีการต่างๆ จนทำให้พวกเขาต้องเดินเข้าสู่เส้นทางสีดำ หรือเข้าไปร่วมสนับสนุนผู้มีอิทธิพลเพื่อให้ตนเองได้มีพลังอำนาจในการต่อต้าน ต่อรองมากขึ้น
เป็นเรื่องยากที่จะทำให้ตำรวจเป็นอิสระจากการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลในเงื่อนไขของบริบททางสังคมปัจจุบัน แต่หากเมื่อใดพบว่า ตำรวจกลายร่างเป็นนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมจะต้องตั้งคำถาม ติดตาม และตรวจสอบอย่างเข้มงวดและเข้มแข็ง
อย่าเชื่อเพียงภาพลวงตาที่ปรากฏเพราะ ตำรวจไทยแท้ๆ ไม่ชอบโชว์และไม่มีความสามารถในการประชาสัมพันธ์อย่างแรง !



