
คดีที่ทำลายภาพลักษณ์
คดีที่ทำลายภาพลักษณ์ : บทบรรณาธิการประจำวันที่30ม.ค.2556
กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวขึ้นอีกจนได้ ภายหลังจากนายอำเภอแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีบุกรุกล่าสัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2555 มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท.ธีรวุฒิ เกตุมั่งมี สารวัตรสืบสวนสอบสวน สภ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในข้อหาร่วมกันล่าและมีสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครอง ส่วนพวกอีก 7 คน พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง จนทำให้เกิดเสียงวิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เพราะภาพถ่ายนายตำรวจคนนี้ปรากฏอยู่ในที่เกิดเหตุ และเชื่อว่าอาจมีการช่วยเหลือกัน
ในขณะที่สถานการณ์การล่าสัตว์ป่าในประเทศไทยกำลังอยู่ในขั้นวิกฤติ ด้านหนึ่งเพราะพื้นที่ป่าและเขตอนุรักษ์ลดน้อยลง ป่าไม้ถูกทำลายจากนายทุนผู้บุกรุก สัตว์ป่าถูกล่าเป็นธุรกิจ สถานการณ์ปัจจุบันถือว่าอ่อนไหวเป็นอย่างยิ่ง จากสภาพความเป็นจริง ขบวนการล่าสัตว์ป่าจะเข้าออกพื้นที่ป่าหรือเขตอุทยาน ได้ในเวลาสั้นๆ ล่าเสร็จก็หลบหนีออกไป เพราะการตรวจตราที่เข้มงวดของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ จะมีก็แต่กลุ่มนักล่าวีไอพี ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วย ทำให้สถานการณ์สัตว์ป่ายิ่งเลวร้ายลง เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่บ้านเรา แต่ในสายตาของไซเตส หรืออนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ มีภาคีทั่วโลกถึง 130 ประเทศ ก็คงเกาะติดเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
คดีที่เกิดขึ้นอยู่ในความสนใจของประชาชน หลายฝ่ายจับตาดูว่าผลจะออกมาอย่างไร เพราะก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์กันว่า มีความเป็นไปได้ที่จะออกมาในรูปนี้คือ การสั่งไม่ฟ้องบางคน โดยสรุปว่า หลักฐานไม่เพียงพอ ไม่สามารถระบุวัน เวลา จากภาพถ่ายได้ แต่ผู้ต้องหาอีก 7 คนนั้นมีหลักฐานชัด ทั้งๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เมื่อพนักงานสอบสวนมีความเห็นซึ่งขัดกับความรู้สึกของคนทั่วไป ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ มีนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้ช่วย เข้ามาดูแล พร้อมนำหลักฐานไปตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์อีกครั้ง และสุดท้ายหลักฐานสำคัญก็ปรากฏมีการระบุวัน เวลา จากภาพถ่าย
ประเด็นที่ต้องดำเนินการคือ กระบวนการสอบสวนมีใครเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือหรือไม่ ถ้ามีต้องรับผิดชอบในฐานะปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การช่วยเหลือพวกพ้องให้พ้นผิดทางอาญา ถือว่าร้ายแรง ยิ่งเป็นผู้รักษากฎหมายด้วยแล้ว ยิ่งต้องรับผิดชอบมากกว่า เรื่องนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกวิจารณ์เกิดความเสียหาย ครั้งนี้ต้องยกย่องงานนิติวิทยาศาสตร์ ที่เข้ามามีส่วนชี้ชัด เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญมัดเริ่มตั้งแต่การล่า ไปจบที่การปรุงอาหาร โดยซากสัตว์ที่ล่ามาทำอาหารกลายเป็นหลักฐานมัด คล้ายกับเวรกรรมตามทัน แต่ที่สำคัญกว่าคือ ทำอย่างไรไม่ให้กระบวนยุติธรรมขั้นต้นบิดเบี้ยว เพราะมีผู้ต้องหาเป็นข้าราชการ แล้วชาวบ้านที่ล่าด้วยความหิวโหยเอามาเลี้ยงลูกเมียหรือข้อตกลงของไซเตสที่ห้ามล่าและการค้าสัตว์ป่าจะมองประเทศไทยอย่างไร



