คอลัมนิสต์

'กฐินคนละกอง'ถึง'ปฏิญญาหน้าศาล'

'กฐินคนละกอง'ถึง'ปฏิญญาหน้าศาล'

30 ม.ค. 2556

'กฐินคนละกอง'ถึง'ปฏิญญาหน้าศาล' : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตาและอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

                "แม้ที่ผ่านมาหลังรัฐประหารนักโทษมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่ผู้มีอำนาจในสังคม รวมทั้งรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทย ประธานรัฐสภา และแกนนำ นปช. กลับเมินเฉยต่อปัญหานี้อย่างเลือดเย็น เพียงเพื่อรักษาสถานะอำนาจทางการเมืองของตนไว้เท่านั้น.."

                ถ้อยแถลงของกลุ่ม "ปฏิญญาหน้าศาล" ที่รวมพลกับคนเสื้อแดง เดินทางมายื่นหนังสือให้รัฐบาล ที่ส่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ฟังดูแล้วเผ็ดร้อนและจริงจังกับความทุกข์ยากของคนเสื้อแดงที่ยังถูกจองจำ

                นักวิชาการที่คราวนี้มาจากกลุ่มปฏิญญาหน้าศาล แต่นำเนื้อหาของกลุ่มนักวิชาการ "นิติราษฎร์" ที่เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองเหล่านั้น ทำให้ยากที่จะแยกขาดได้คิด อิสระ หรือ "คิดต่าง" จากกรอบที่ "นิติราษฎร์" นำเสนอ

                อาจจะมีก็แต่เพียงแค่ภาพที่ออกมานั้น เป็นภาพหญิงแกร่ง ดุดัน ชัดเจน ไม่กระดากอายที่จะซัดใส่รัฐบาล พรรคเพื่อไทย แม้กระทั่งแกนนำ นปช.อย่างตรงไปตรงมา

                แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า "กลิ่นอาย" ที่ปรากฏจะแยกขาดจาก "คนเสื้อแดง" ไม่ว่าจะเป็นแดงอุดมการณ์ในพรรคเพื่อไทย หรือแดงทักษิณ ที่มี ขวัญชัย ไพรพนา "แดงอุดร" ยืนหยัดเป็นตัวหลัก จะปรากฏจนคนทั่วไปสามารถรับรู้ได้ แต่เครือข่ายแดงที่ไปร่วมชุมนุมก็พอจะบอกอะไรต่อมิอะไรได้

                แม้ว่าในวันนี้ ขวัญชัย จะประกาศชัดว่า ไม่ต้องการมาร่วมกดดันรัฐบาล ที่กำลังเดินเครื่องผลักดันกลไกขับเคลื่อนประเทศ รวมทั้งไม่ต้องการให้การเคลื่อนไหวส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นจะคว้าชัยชนะ

                ขวัญชัย ย่อมรู้ว่า เบื้องลึกของการชุมนุมนั้นมีอะไรในกอไผ่

                ข้อเสนอของนิติราษฎร์ครั้งล่าสุด ไม่ได้รับการตอบรับจากสื่อกระแสหลักอย่างหนังสือพิมพ์เท่าที่ควร มีเพียงหนังสือพิมพ์บางฉบับ และสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเจ้าประจำเท่านั้น ที่มีทั้งรายละเอียดของข้อเสนอ รวมทั้งบทสัมภาษณ์ที่เรียกร้องให้รัฐบาล รักษาคำมั่น

                เมื่อกระแสตอบรับไม่ดี ก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก ที่จะเอาสินค้าชุดเดิมมาลองตลาดซ้ำสอง

                และแทนที่จะเรียกร้องให้ออกพระราชกำหนดนิรโทษกรรม ก็ให้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปในคราวเดียวไปเลย ซึ่งไม่ใช่มุกเดียวกับ นปช.ที่พยายามผลักดันให้รัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญ วาระหนึ่ง และออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรมให้แก่นักโทษการเมืองทั้งหมดอีกวาระหนึ่ง

                งานนี้น่าสังเกตว่า ธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช.ที่ไม่ไปร่วมชุมนุม แต่บอกว่า "กฐินคนละกอง" นั้น จริงๆ แล้วกฐินที่ว่านั้นจัดขึ้นเพื่อใคร...เพื่อรัฐบาล หรือแกนนำ นปช. อย่างที่กลุ่มปฏิญญาหน้าศาล แถลงประณามว่า หลังเถลิงอำนาจอันได้จากเลือดเนื้อคนเสื้อแดง ก็ไม่มาดูแลแก้ไขนักโทษการเมืองเท่านั้นหรือ ก็ในเมื่อ นปช.เองก็เคลื่อนไหวให้นิรโทษกรรมนักโทษการเมือง

                หากฟังการชี้แจงจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในการชุมนุมที่โบนันซ่า เขาใหญ่ ที่ปฏิเสธการโหวตวาระ 3 แก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 และให้เลือกทำประชามติอันเป็นแนวทางที่แตกต่างจาก นปช.และนิติราษฎร์ในวันนั้น ก็คงจะเข้าใจว่า ทั้งหมดทั้งมวลในวันนี้ต้องการสื่อไปถึงใคร

                การสร้างความยุ่งยากในจังหวะที่รัฐบาลกำลังเผชิญศึกเลือกตั้งท้องถิ่นขนาดใหญ่แบบนี้ ย่อมเกิดแรงเหวี่ยงขึ้นพอสมควร ถึงแม้จะอ่านขาดเช่นกันว่า ในจังหวะที่ศัตรูของรัฐบาลอ่อนแรง คงไม่อาจเขย่ารัฐบาลจนถึงขั้นซวนทรุดคู้เข่าลงกับพื้นได้

                แต่อาการเซนิดๆ นั่นกลับเป็นจุดที่พึงพอใจกันได้ทุกฝ่าย !

                ฝ่ายหนึ่งต้องการสื่อถึงผู้ที่ตัดสินใจอย่างแท้จริงว่า เมื่อรับปากแล้วก็ต้องทำให้ได้อย่างที่พูด หรือแสดงท่าทีที่ชัดเจนว่า มุ่งมั่นที่จะทำ หรือไม่คิดที่ทดแทนบุญคุณคนที่เคยต่อสู้ให้จนได้อำนาจ

                ไม่ใช่ได้เรือแล้วจะถีบแพทิ้ง หรือจะมาบอกว่า "พี่น้องส่งผมถึงฝั่งแล้ว ผมเดินไปเองได้" อย่างที่เคยหลุดปาก

                ขณะเดียวกัน ฝ่ายแกนนำทั้งหลายก็ต้องการที่จะบริหารพลังมวลชนคนเสื้อแดง และเครือข่าย "กองกฐิน" ไม่ใช่เห็นฝ่ายรัฐบาลเฉยก็นิ่งเงียบไปกับเขาด้วย ซึ่งไม่ใช่วิธีที่จะผูกใจคนเสื้อแดง

                ข้อเสนอที่ยุ่งยากซับซ้อนมองแทบไม่เห็นทางไปนี่แหละ ที่จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมมากพอที่จะสื่อไปยังเป้าหมาย ไม่ว่าเป้าหมายที่ว่าจะเป็นมวลชน หรือ คนเคาะจังหวะ ณ แดนไกล

                ถึงแม้จะถูกมองว่า นี่มันบท "ตบ-จูบ" ระหว่างคนเสื้อแดงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่ในแง่การบริหารพลังมวลชนแล้ว ย่อมดีกว่าความเงียบ หรือการนิ่งเฉยต่อข้อเรียกร้อง

                ถ้านับแต่วันแรกที่เคลื่อนไหวชุมนุมเมื่อ 12 มีนาคม 2553 อีกไม่กี่วันก็จะครบ 3 ปีแล้ว การขับเคลื่อนด้วยปัจจัยที่เกิดขึ้น จึงพอจะกล้อมแกล้มให้กล้ำกลืนความทุกข์ยากได้ต่อไป

..........

(หมายเหตุ : 'กฐินคนละกอง'ถึง'ปฏิญญาหน้าศาล' : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตาและอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)