
29ม.ค.แสงสว่างในมุมมืด'แดงอิสระ'?
ดีเดย์29ม.ค.: แสงสว่างในความมืดของ'แดงอิสระ'? : ขยายปมร้อน โดยอรรถภูมิ อองกุลนะ
หากไม่นับพลวัตการเคลื่อนไหวผ่านโลกออนไลน์ที่เดินมาอย่างต่อเนื่อง 29 มกราคมนี้คือวันดีเดย์ ที่กลุ่ม “ปฏิญญาหน้าศาล” ซึ่งถูกเปลี่ยนชื่อตามภารกิจเป็น “แนวร่วม 29 มกรา ปลดปล่อยนักโทษการเมือง” นัดสำแดงพลัง ผลักดันการปลดปล่อยนักโทษการเมืองอย่างเป็นทางการ
กำหนดการวันดังกล่าวเริ่มจากการนัดรวมพลในเวลา 08.00 น. ณ หมุดคณะราษฎร ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อวางมาลัยดอกไม้เคารพคณะผู้อภิวัฒน์สยาม 2475 และวีรชนประชาธิปไตยก่อนเคลื่อนตัวไปยังทำเนียบรัฐบาลในเวลาราว 09.30 น.
ที่ทำเนียบรัฐบาล บริเวณฝั่ง ถ.พิษณุโลก จะถูกดัดแปลงเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมตลอดทั้งวัน ทั้งการอ่านแถลงการณ์สนับสนุนการปลดปล่อยนักโทษการเมือง การเปิดเวทีเสวนาวิชาการ ใน 3 ประเด็นหลักคือ ประวัติศาสตร์การเมืองไทย หลักสิทธิมนุษยชนของนักโทษการเมือง และเศรษฐศาสตร์การเมือง-การปกครอง ผ่านการถ่ายทอดของนักวิชาการระดับอ๋องที่ “ฝั่งซ้าย” รู้จักกันดีอย่าง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มธ. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. พร้อมกันนี้ยังรวมไปถึงการพูดคุยในเนื้อหาอันว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ- การแสดงดนตรีจากองค์กรประชาชนที่เข้าร่วมจนกิจกรรมยาวไปถึงช่วงค่ำ
สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารผ่านเว็บไซต์สื่อทางเลือกแล้ว ย่อมรู้ดีว่ากลุ่ม “ปฏิญญาหน้าศาล” ซึ่งมี สุดา รังกุพันธุ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เป็นผู้ประสานงานหลักไม่ใช่หน้าใหม่ของเวทีนักเคลื่อนไหวภาคประชาชน ด้วยกลุ่มที่ว่านี้คือการรวมตัวของสมาชิกนักเคลื่อนไหวกลุ่มอื่นๆ ที่เติบโตภายหลังการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยา 2549 และผลิดอกแตกกิ่งใบอย่างรวดเร็วภายหลังการกระชับพื้นที่เหตุชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 53 อาทิ กลุ่มเลี้ยวซ้าย กลุ่มประกายไฟ กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มนักคิดนักเขียน กลุ่มญาติผู้ประสบภัยจากกฎหมายอาญามาตรา 112
ที่รู้จักกันดีคือจากกรณีการเคลื่อนไหวสนับสนุน นายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข บุตรชาย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตบรรณาธิการนิตยสาร วอยซ์ออฟทักษิณ ซึ่งถูกดำเนินคดีในความผิดตามมาตรา 112 นำไปสู่การอดอาหารประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรม 112 ชั่วโมง หน้าศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก หรือการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์หน้าศาลอาญาทุกวันอาทิตย์ รวมไปถึงการหาแนวทางช่วยเหลือนักโทษ มาตรา 112 โดยเฉพาะกรณีของนาย “อำพล ตั้งนพกุล” หรือ “อากง SMS” ซึ่งเสียชีวิตระหว่างถูกจองจำ
“การเสียชีวิตของนายอำพล หรือกรณีคุณวันชัย (รักสงวนศิลป์) ซึ่งเสียชีวิตในคุก คือการแสดงถึงความโหดร้ายของกระบวนการยุติธรรม พวกเราเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเรียกร้องการปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองในทุกกรณี ทุกสีเสื้อ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1,857 คน หรือเกี่ยวข้องกว่า 3,000 ครอบครัวในทั่วประเทศ เพราะคนกลุ่มนี้แม้จะมีพฤติกรรมที่ทำความผิดแต่ล้วนมีแรงจูงใจมาจากการเมือง ความแตกต่าง อยู่บนอุดมการณ์ตรงข้ามกับเจ้าหน้าที่รัฐ ยกตัวอย่างนักโทษที่ถูกแจ้งข้อหาขโมยทรัพย์หรือพยายามขัดขวางเจ้าหน้าที่เมื่อปี 53 นั่นก็เพราะเขาต้องการปกป้องประชาชนด้วยกันเองจากการถูกทำร้ายด้วยอาวุธ เรามองคนเหล่านี้ไม่ใช่อาชญากร สมควรได้รับการปล่อยตัว ได้รับการประกันเพื่อมาต่อสู้คดี ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบคนเสื้อแดงกับคนเสื้อเหลืองมันเห็นได้ชัด คดีของเสื้อแดงถูกทำอย่างรวดเร็ว มีจำนวนมากกว่า แต่คนเสื้อเหลืองไม่ ยิ่งกรณีของคุณสนธิ (ลิ้มทองกุล) แม้จะโดนคดีอาญาที่ร้ายแรง แต่ก็ได้รับการประกันตัวในเวลารวดเร็ว” อ.สุดา หรือที่คนเสื้อแดงรู้จักกันดีในชื่อ “อาจารย์หวาน” บอก
เพราะปัญหาสิทธิมนุษยชนบนห้วงความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 6-7 ปีอันมีรากมาจากการรัฐประหาร จึงสมควรได้รับการคลี่คลาย ให้เป็นไปตามหลักนิติรัฐนิติธรรม เหตุนี้ “พวกเธอ” จึงตัดสินใจเคลื่อนไหวสอดรับไปกับประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 41 ของนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ซึ่งว่าด้วยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง
“นี่คือทางออกเดียวที่จะเป็นไปได้ เราเห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทั้งการนิรโทษกรรมและการตั้งคณะกรรมการขจัดความขัดแย้งเพื่อวินิจฉัยการกระทำความผิดใดเข้าข่ายเหตุที่มีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่ เพราะอย่าลืมว่าในกระบวนการพิจารณาของศาลพิจารณาเฉพาะพฤติการณ์ความผิดเท่านั้น แต่สถานการณ์ความขัดแย้งมีบริบทมากกว่านั้น จึงต้องมีคณะกรรมการ ซึ่งมาจากหลายส่วนเป็นผู้ร่วมพิจารณา หากวินิจฉัยว่าความผิดไม่เกี่ยวกับการแรงจูงใจทางการเมือง ก็เข้าไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ เราเคลื่อนไหวและแสดงออกอย่างเป็นอิสระ ไม่ได้ผูกพันกับฝ่ายใด ไม่ว่าจะรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน มันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่แสดงออกทางการเมืองในทุกเสื้อสี และขณะนี้มีประชาชนที่เห็นด้วยมาร่วมลงชื่อเกินกว่า 1 หมื่นคนแล้ว”
“อ.สุดา” กล่าวว่า ร่างแก้ไขดังกล่าวนี้จะถูกยื่นให้แก่ตัวแทนรัฐบาล พร้อมขอเรียกร้องให้รัฐบาลส่งตัวแทนที่มีส่วนสำคัญในกระบวนการตัดสินใจเพื่อร่วมพูดคุยหาทางออกว่าจะช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ เมื่อยื่นข้อเรียกร้องแล้ว กลุ่มจะรอดูว่ารัฐบาลจะมีท่าทีอย่างไรในช่วงระหว่างการประชุมสมัยนิติบัญญัติ หรือประมาณอีก 3 เดือนต่อจากนี้ และถ้าหากยังนิ่งเฉยรัฐบาลต้องมีคำอธิบายต่อประชาชน
ส่วนข้อสังเกตที่ว่าข้อเสนอดังกล่าวย่อมเป็นไปได้ยากในเชิงปฏิบัติ เพราะรัฐบาลไม่น่าจะเห็นด้วยกับ “เกมเสี่ยง” แบบที่ว่า ซึ่ง “อ.สุดา” มองว่า ในช่วงที่ผ่านมาเธอเข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองดี ด้วยตลอด 1 ปีกว่า ที่ดำรงอยู่ในอำนาจ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องบริหารการเมืองในแบบที่ควรจะเป็น หากแต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป และรัฐบาลควรต้องเร่งผลักดันหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สนับสนุนพวกเขามา เช่นเดียวกับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่สึกหรอไปจากผลไม้พิษของรัฐประหารให้ได้
“อาจจะมี ส.ส.หรือคนกลุ่มอื่นที่ไม่เห็นด้วย นั่นก็เป็นธรรมดา เรามองว่าในเชิงผลลัพธ์อาจไม่มีอะไรที่ได้ไปตามอุดมคติทุกอย่าง แต่ก็ขอให้มีการปฏิบัติที่เป็นไปตามหลักการใหญ่ มันไม่มีสูตรสำเร็จหรอกในเรื่องนี้ แต่เราหวังที่จะช่วยผู้บริสุทธิ์ตามสิทธิเสรีภาพที่เขาควรจะมี เช่นเดียวกับเรื่องความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, มาตรา 112 ซึ่งล้วนมีบทบัญญัติการลงโทษ กระบวนการดำเนินคดีที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน”
...........
(หมายเหตุ : ดีเดย์29ม.ค.: แสงสว่างในความมืดของ'แดงอิสระ'? : ขยายปมร้อน โดยอรรถภูมิ อองกุลนะ)



