
จะเลือกผู้ว่าฯกทม.จากพรรคมีนักธุรกิจเป็นเจ้าของดีหรือไม่
จะเลือกผู้ว่าฯกทม.จากพรรคการเมืองที่มีนักธุรกิจเป็นเจ้าของดีหรือไม่ : กระดานความคิด โดยพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์
เหลือเวลาอีกประมาณ 1 เดือน ก็จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อีกครั้งหนึ่ง (3 มี.ค.2556) เมื่อเริ่มต้นการหาเสียงในระยะแรกก็พอดูออกว่า หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไรบ้าง ผู้สมัครที่มีแนวโน้มจะได้คะแนนใน 5 อันดับแรก (ไล่กันตามที่คาดคะเนได้ในปัจจุบันนี้) ประกอบด้วย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร (พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 16), พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ (พรรคเพื่อไทย เบอร์ 9), พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส (ผู้สมัครอิสระ เบอร์ 11), นายสุหฤท สยามวาลา (ผู้สมัครอิสระ เบอร์ 17) และนายโฆสิต สุวินิจจิต (ผู้สมัครอิสระ เบอร์ 10)
ปัจจุบันคะแนนเสียงของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ดีกว่า พล.ต.อ.พงศพัศ แต่ไม่มากนัก เพราะ 1.คนชอบพรรคประชาธิปัตย์เป็นพวกจิตอิสระ คิดเอง ทำเองเป็น บางส่วนอาจประชดประชันพรรคประชาธิปัตย์เตรียมจะไปลงคะแนนให้คนอื่นที่ไม่ใช่ พล.ต.อ.พงศพัศ ดังนั้นฐานคะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์จึงไม่เสถียรนัก, 2.บุคคลที่จะได้คะแนนจากคนที่ชอบพรรคประชาธิปัตย์ไปแน่ๆ คือคุณสุหฤท ซึ่งมีคะแนนแรงขึ้นมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานในย่านธุรกิจต่างๆ และ 3.คะแนนนิยมของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เองก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ เพราะ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์มีการหาเสียงในทางลึกมากกว่าทุกคน มีการเจาะฐานคะแนนเป็นกลุ่มก้อนสำเร็จมาแล้วหลายจุด เช่น กลุ่มสันติอโศก, กลุ่มพันธมิตรส่วนหนึ่ง, ธุรกิจร้านค้ามากกว่า 100 แห่ง ดังนั้นคะแนนเสียงของทั้งคุณสุหฤท และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ที่ได้มาก็จะไปบั่นทอนคะแนนของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ลงไปมากพอควร
ส่วน พล.ต.อ.พงศพัศนั้น คะแนนของคนชอบพรรคเพื่อไทยตามพื้นที่ชายขอบกรุงเทพฯ จะได้มาเต็มๆ ไม่มีแบ่งไปให้ใครแน่นอน แม้ฐานคะแนนเสียงของเพื่อไทยจะน้อยกว่าประชาธิปัตย์ในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่ทาง พล.ต.อ.พงศพัศ ก็จะได้คะแนนเสียงเป็นกอบเป็นกำมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะหาตัวตัดคะแนนเสียงไม่ได้ ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ คะแนนของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ที่เป็นต่ออยู่ก็จะลดลงตามลำดับ แต่จะเป็นเพราะ “สวรรค์มีตา” หรือ “กรรมบังตา” ก็ไม่ทราบแน่ ที่การหาเสียงของ พล.ต.อ.พงศพัศได้แสดงอะไรต่ออะไรออกมาให้คนกรุงเทพฯ เห็นได้ชัดเจนขึ้นหลายอย่าง เช่น การหาเสียงแบบ “สร้างฝัน” เกินขอบเขตที่ผู้ว่าฯ กทม.จะทำได้, การพูดว่า “ไร้รอยต่อ” กับรัฐบาลนั้นอาจได้ผลกับผู้ที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย แต่คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จะเกิดความรู้สึกในทางลบกับคำว่า “ไร้รอยต่อ” ขึ้นมาทันที
เพราะมาถึงปัจจุบันนี้ รัฐบาลเองก็ยังไม่ออกมาแถลงผลงานในรอบปีให้ประชาชนรู้ตามกติกาสากลเลย นอกจากนั้นการชี้แจงงบประมาณที่กู้มาในระยะแรกก็ยังไม่ได้ทำ แต่กลับเตรียมจะกู้เพิ่มอีก 2 ล้านล้านบาท (2 ล้านล้านบาทครับ อ่านไม่ผิดแน่) และยังมีวิบากกรรมจากกลุ่มผู้ที่มาช่วยหาเสียงส่วนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อเหตุร้ายเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ซึ่งเป็นเรื่องที่คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังไม่ลืมเลือน เมื่อรวมเข้ากับสภาวะในทางลบของรัฐบาลที่เกิดจากนโยบาย “ประชานิยม” ที่ถูกขยายผลขึ้นอีกจากวิธีการหาเสียงของ พล.ต.อ.พงศพัศ ซึ่งคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ฟังแล้วก็เกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาทันที เพราะขนาด ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีต รมว.คลัง ที่เป็นกลางที่สุดแล้ว ยังทนไม่ได้ ต้องออกมาติติงรัฐบาลโดยระบุว่า “รัฐบาลชุดนี้ใช้วิธีหาเสียงแบบมักง่าย แจกแต่เงิน ขาดความละอายต่อบาป เรียกว่า ขาดหิริโอตตัปปะ”
นอกจากนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศได้ออกมาแสดงท่าทีว่า เข้าข้าง “เขมร” ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องที่คนไทยทั้งกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ จะยอมรับได้ง่ายๆ ดังนั้นคนกรุงเทพฯ ซึ่งมีความรู้สึกไวต่อ “การเมือง” ก็คงไม่เสี่ยงที่จะยอมให้ “การบริหารกรุงเทพฯ ในลักษณะไร้รอยต่อกับรัฐบาล” เกิดขึ้นมาได้อย่างแน่นอน เพราะเท่ากับทำให้ผู้บริหารตัวจริงของทั้งรัฐบาลและกรุงเทพฯ นั้น ต้องขึ้นอยู่กับเสียงโทรศัพท์จาก “ดูไบ” มากกว่าจะมาจากเสียงของประชาชน
ใครที่ไม่ชอบ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เป็นการส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เป็นเพียงรู้สึกว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ท่าน “ไม่ค่อยกัดติดงานเท่านั้นเอง” แต่ครั้งนี้ก็ต้องตัดเรื่องส่วนตัวประเด็นเล็กๆ นี้ออกไป เพราะเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบผลดีและผลเสียแล้วเห็นได้ว่า พรรคเพื่อไทยนั้นมีนักธุรกิจหลายคนเป็น “เจ้าของพรรค” ดังนั้น ส.ส.ทุกคน รวมถึงผู้ว่าฯ กทม. (ถ้าเกิดชนะขึ้นมา) จึงต้องรักษาผลประโยชน์ของเจ้าของพรรคมากกว่าการรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งเราก็เคยได้เห็นตัวอย่างเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของเจ้าของพรรคเกิดขึ้นมากมายแทบทุกวัน ส่วนทางพรรคประชาธิปัตย์นั้น ยังมองหาตัวคนเป็นเจ้าของพรรคไม่ได้ อย่างดีก็แค่ผู้มีอิทธิพลในพรรค แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ต้องโหวตเสียงอีกนั่นแหละ จะทำอะไรสักอย่างก็ต้องประชุมลงคะแนนเสียงเถียงกันจะเป็นจะตาย พรรคนี้เห็นได้ชัดเจนว่า ต้องพึ่งประชาชนถึงจะเอาตัวรอด ถ้าไม่ซื่อสัตย์ต่อประชาชนก็เจ๊งครับ
คุณภูมิธรรม เวชยชัย ผอ.เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคเพื่อไทยถามคนกรุงเทพฯ ว่า “อยู่กับคุณสุขุมพันธุ์มา 4 ปีได้เกิดประโยชน์อะไรบ้างหรือไม่” ถ้าผมเป็นคุณสุขุมพันธุ์คงจะถามกลับไปว่า ใน 3 ปีกว่าที่บริหารงาน มีเวลาเหลือสักกี่วัน ที่ไม่มีการชุมนุมทางการเมืองของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ขนาดสงกรานต์คนกรุงเทพฯ ยังได้เล่นแค่ปีเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นก็เกิดน้ำท่วมใหญ่มหึมาขึ้นจากฝีมือใครก็รู้ๆ กันอยู่ ซึ่งเมื่อทบทวนเวลาที่เสียไปแล้ว ผมคิดว่าคุณชายสุขุมพันธุ์ทำได้แค่นี้ก็ดีแล้วครับ
ความผิดพลาดจากการบริหารงานทุกอย่างในโลกใบนี้มีขึ้นมาได้ทั้งนั้น ถ้ารู้จักยอมรับความผิดพลาดก็สามารถแก้ไขปรับปรุงได้ไม่ยากนัก โดยเฉพาะการทำงานที่คาบเกี่ยวกับการเมือง ถ้าผู้บริหารยังรู้สึกเกรงอกเกรงใจประชาชน แต่ถ้าผู้บริหารงาน กทม.ไปเกรงใจนักธุรกิจมากกว่าประชาชน อะไรจะเกิดขึ้นต่อเมืองหลวงของประเทศไทยครับ ดังนั้นพวกเราคนกรุงเทพฯ จะเลือกผู้ว่าฯ กทม.จากพรรคการเมืองที่มีนักธุรกิจเป็นเจ้าของ หรือจะเลือกผู้ว่าฯ กทม.จากพรรคการเมืองที่มีประชาชนเป็นเจ้าของ ก็ลองคิดกันดูให้ดีครับ
............
(หมายเหตุ : จะเลือกผู้ว่าฯกทม.จากพรรคการเมืองที่มีนักธุรกิจเป็นเจ้าของดีหรือไม่ : กระดานความคิด โดยพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์)



